ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยร้อน ร้อนเองได้อย่างไร?
เมนูอาหารสำเร็จรูปยอดนิยมให้ความสะดวก หนึ่งในนั้นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยร้อน เพราะเป็นการชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่สามารถอุ่นร้อนได้ด้วยตัวเอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยร้อน สามารถอุ่นร้อนได้ด้วยตนเอง นั่นก็เพราะว่า การใช้เทคโนโลยี เรียกว่า Self heating packaging หรือ Flameless Ration Heaters (FRH) อาศัยการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแทน ซึ่งภายในบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว จะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ถุงให้ความร้อน ที่มีสารแคลเซียมออกไซด์ (CaO) เมื่อสัมผัสกับน้ำ จะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic Reaction) ซึ่งพลังงานความร้อนดังกล่าวทำให้น้ำซุปภายในภาชนะที่ใส่บะหมี่นั้นอุ่นร้อนได้เอง ดังสมการ CaO + H2O → Ca(OH)2 +ความร้อน และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนแบบพกพาได้ การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยร้อน ผู้บริโภคควรศึกษาวิธีการรับประทานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้บริโภค จากการเข้าใจผิดว่าสารเคมีที่ทำความร้อนเป็นเครื่องปรุงรส อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
MRE คืออะไร?
ในแง่ของปัจจัยสี่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหารจัดเป็นปัจจัยสำคัญสุดข้อแรก สรรพชีวิตทุกสายพันธุ์บนโลกล้วนเจริญเติบโตขึ้นมาได้ด้วยอาหาร สำหรับนักรบแล้วในขณะที่มีการรบอาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นสุด ผลแพ้ชนะในศึกใดก็ตาล้วนขึ้นอยู่กับอาหาร ครั้งหนึ่ง นโปเลียน โบนาปาร์ต จอมกษัตริย์ผู้ลือนามแห่งฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะถ้าเหล่าทหารหิวโหยจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาสู้รบ” สมัยก่อนทหารที่จะออกรบก็จะต้องเตรียมอาหารแห้งอย่างเนื้อเค็ม และขนมปังติดตัวไปด้วย ในยุคต่อมาได้พัฒนาเป็นอาหารกระป้อง แต่ด้วยน้ำหนักที่มากทำให้มีการคิดค้นอาหารพร้อมทานที่มีน้ำหนักเบาพกง่ายจึงเกิดเป็น MRE ที่ย่อมาจาก Meal Ready to Eat หรือที่คนไทยเรียกกันกว่า “อาหารสนาม” ในปัจจุบัน MRE ไม่ได้ใช้แค่ในวงการทหารเท่านั้น แต่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป สำหรับคนที่ชอบแอดเวนเจอร์เดินเข้าป่าแต่ไม่สะดวกแบกอุปกรณ์วัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำอาหารเอง คุณสมบัติของ MRE 1 มื้อ ให้พลังงานสูงถึง 1,250 กิโลแคลลอรี่ โดยมีโปรตีน 13% ไขมัน 36% และคารโบไฮเดรต 51% รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ เก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี และยังคงรสชาติเดิมไว้ (ในอุณหภูมิไม่เกิน 26 องศาเซลเซียส) ปริมาณฟเบอร์ในอาหารจะต่ำกว่าอาหารปกติ (อยู่กลางป่าคงไม่มีห้องน้ำ) แพคเกจป้องกันความชื้นและกันแสง ใน […]
อวสานสิ่งมีชีวิต สัญญาณเตือนการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6
การหายไปหรือการลดจำนวนลงของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรณี และการเกิดอุกกาบาตชนโลก ทำให้ไม่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันหรือบางสายพันธุ์พบในปริมาณน้อยลงมาก ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เรียกว่า การสูญพันธุ์ (Extinction) ตั้งแต่โลกของเราถือกำเนิดขึ้นเป็นช่วงเวลายาวนานหลายพันล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ค่อย ๆ หายสาบสูญไป ขณะที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่พยายามวิวัฒนาการและปรับตัวให้มีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอยู่ตลอดเวลา การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยแต่มีอัตราไม่คงที่ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือมีระยะเวลาที่แน่นอน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิด บนโลกมีทั้งหมด 5 ครั้ง จากข้อมูลการพบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้ การสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ปลายยุคแคมเบรียนถึงยุคออร์โดวิเชียน (488 ล้านปีที่แล้ว) มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก (Continental Drift) ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดยุคน้ำแข็งฉับพลัน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ นำมาซึ่ง การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำพวก Brachiopod, Conodont และ Trilobite การสูญพันธุ์ครั้งที่ 2 ปลายยุคดีโวเนียน (375 ล้านปีที่แล้ว) ต่อเนื่องมาจากการเกิดยุคน้ำแข็ง ทำให้ปริมาณน้ำทะเล อุณหภูมิ และออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในเขต น้ำตื้นรวมทั้งปะการังเป็นจำนวนมาก การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 […]
แก้วตาเสือ (Tiger’s eye) ได้มาจากแก้วตาของเสือจริงหรือไม่
หินสีสวย เล่นแสงเหลือบวับวาวดูลึกลับมีพลังอำนาจข่มขวัญลายคล้ายนัยน์ตาของเสือ ด้วยลักษณะเด่นที่แตกต่างจากหินและแร่ทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับ ทำเครื่องรางนำโชคตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แก้วตาเสือ..ชื่อนี้มีที่มา แก้วตาเสือ มีสมบัติทั่วไปคล้ายแร่ควอตซ์ทุกประการ มีส่วนประกอบทางเคมี คือ SiO2 ความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล มีความถ่วงจำเพาะ 2.65 โปร่งใสถึงโปร่งแสง มีความวาวแบบแก้ว บางครั้งอาจพบว่ามีความวาวคล้ายน้ำมันหรือยางสน เป็นต้น มักพบสีเหลืองแกมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดง บางครั้งพบสีน้ำเงินอีกด้วย แก้วตาเสือ หรือ Tiger’s eye เกิดจากการที่แร่ควอตซ์เข้าไปแทนที่แร่โครซิโดไลต์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นเสี้ยน โดยรูปร่างภายนอกของผลึกแร่ยังคงสภาพเดิมทุกประการ ซึ่งการแทนที่ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สัณฐานเทียม หรือ Pseudomorph ทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบพราวเป็นแถบคล้ายเส้นไหม ปรากฏการณ์เหลือบแสงเช่นนี้เรียกว่า chatoyancy หรือ chatoyance หรือ cat’s eye effect ซึ่งสามารถพบได้ในแร่ที่มีโครงสร้างแบบเสี้ยน ซึ่งจากการที่แร่มีผลึกเรียงตัวในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบนี้ เมื่อมีแสงตกกระทบจึงทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบเป็นแนวดังกล่าวเช่น การเหลือบแสงของพลอยตาแมวพบในแร่คริโซเบอริล (Chrysoberyl) และการเหลือบแสงของหินแก้วตาเสือพบในแร่โครซิโดไลต์ (Crocidolite) เป็นต้น จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นของหินแก้วตาเสือ ประกอบกับสีสันและลักษณะภายนอกที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมดุดันคล้ายกับแววตาของเสือที่จับจ้องเหยื่อ จึงทำให้ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับต่าง ๆ เพื่อเอาใจนักสะสมหาไว้มาประดับสะสมตามความชอบ เช่น […]
