ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
Ant-man กับ Pym Particle
Ant-man กับ Pym Particle วิทยาศาสตร์ในหนังแฟนตาซี ถ้าหากพูดถึงฉากที่เป็นภาพจำของใครหลายคนจากเรื่อง Ant-Man หนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel คงหนีไม่พ้นฉากที่สก็อตต์ แลง ตัวเอกของเรื่องยกกองทัพมดพร้อมกับขี่พวกมันเพื่อไปบุกฐานทัพของ Avenger หรือจะเป็นฉากที่ตัวสก็อตต์ แลง ย่อขยายตัวไปมาตลอดเวลาขณะที่สู้อยู่กับฟอลคอน โดยไม่ว่าเขาจะมีขนาดตัวเล็กเท่าใด แรงที่ใช้ในการต่อสู้ก็จะมีขนาดเท่ากันกับตอนที่เขามีขนาดตัวปกติ หากมองในโลกของความเป็นจริงแล้ว การย่อขยายขนาดตัวของเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะการที่เราทำการบีบอัดหรือเปลี่ยนความหนาแน่นของร่างกายอย่างฉับพลัน จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงอวัยวะภายในก็ได้รับผลกระทบด้วย อีกทั้งการย่อขนาดให้เล็กลงจะทำให้มวลลดลงไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นอัตราส่วนระหว่างมวลต่อปริมาตร นั่นคือ ”ความหนาแน่น” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ในตัวภาพยนต์เน้นย้ำว่าพละกำลังและความแข็งแกร่งยังเท่าเดิม หากสก็อตต์ แลง มีขนาดเท่าแมลง โดยในความเป็นจริงแรงกับมวลควรลดลงไปในทิศทางเดียวกัน แต่วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับ Pym Particle ทฤษฎีที่อธิบายการย่อขยายของร่างกายสก็อตต์ แลง ในเรื่อง Ant-Man ซึ่งเป็นเพียงวิทยาศาสตร์แฟนตาซีที่มีเพียงในหนังเท่านั้น Pym Particles หรือ อนุภาคพิม ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Ant-Man เป็นอนุภาคที่ถูกค้นพบโดย Dr. Henry Pym ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของทฤษฎีนี้คือ Pym Particles เป็นอนุภาคย่อยพิเศษที่สามารถอธิบายการย่อหรือขยายของสิ่งมีชีวิตและวัตถุไว้ว่า […]
ไฟฟ้าสถิตกับหน้าหนาว จับอะไรก็สปาร์กไปหมด
เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวมักเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายและบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) เป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดการเสียดสีหรือการขัดถูกันของวัตถุ ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าลบและประจุไฟฟ้าบวกไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดหรือแรงผลักกันของวัตถุ แล้วหน้าหนาวเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตอย่างไร? สาเหตุมาจาก “ความชื้นในอากาศที่ต่ำ” นั่นเอง ก่อให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าและถ่ายเทประจุได้ง่ายขึ้นกว่าช่วงอากาศร้อน เมื่อประจุไฟฟ้าเกิดการสะสมประจุที่ผิวหนังเป็นจำนวนมาก และไปสัมผัสกับสิ่งของที่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าไปยังตัวนำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการช็อตเบา ๆ ขึ้นมา ไฟฟ้าสถิตที่เกิดในชีวิตประจำวันไม่มีอันตรายใดต่อร่างกาย เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ตัวเราเองในเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เราสามารถป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ เช่น อย่าให้ผิวแห้ง ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ หรือใช้โลชั่นทาผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ก่อนจะเปิดประตูหรือสัมผัสสิ่งที่เป็นตัวนำไฟฟ้า หาสิ่งของต่าง ๆ ไปสัมผัสก่อนจะเอามือไปจับสิ่งของนั้น ๆ ลดการใส่เสื้อขนสัตว์และผ้าใยสังเคราะห์ เพราะผ้าเหล่านี้มีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้ง่าย เข้าหน้าหนาวแบบนี้แล้ว นอกจากจะระวังเรื่องฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังต้องป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตอีกด้วย อย่าลืมดูแลสุขภาพแลดื่มน้ำกันเยอะ ๆ ด้วยนะ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
สึนามิ ภัยเงียบจากธรรมชาติที่สร้างความสูญเสีย
หลายคนอาจเคยได้ยินเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ในช่วงปี 2547 โดยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรอินเดียและเกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ขึ้นตามมา เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดียและไทย วันนี้ไปทำความรู้จักกับคลื่นสึนามิ ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีรับมืออย่างไร สึนามิคืออะไร ทำไมถึงทำให้น้ำในทะเลหรือมหาสมุทรเป็นคลื่นยักษ์ได้ สึนามิ เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรหรือในทะเลลึก หรืออาจจะมีสาเหตุอื่นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม หรือภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิดก็ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ได้เช่นกัน เมื่อแผ่นเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน ทำให้มวลน้ำในทะเลและมหาสมุทรเคลื่อนที่เพื่อให้เข้าสู่สมดุล ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วสูง เมื่อคลื่นเข้าใกล้ชายฝั่ง จะเคลื่อนที่ช้าลงจึงเกิดการบีบอัด ทำให้ความสูงของคลื่นเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดเข้าชายฝั่งและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง วิธีเตรียมความพร้อมและรับมือกับคลื่นสึนามิ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิได้น้อยมาก แต่เราก็ไม่ควรประมาทต่อภัยธรรมชาตินี้ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีเตรียมพร้อมและรับมือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แนวทางการปฏิบัตินี้ อาจช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา สิ่งสำคัญคือต้องไม่ตื่นตระหนก และรีบไปพื้นที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
SNAIL OF THE DEAD
เปิดชื่อหัวเรื่องมาแบบนี้ บางคนอาจจะนึกถึงภาพยนตร์แนวซอมบี้ขึ้นมาทันที เพราะมีอยู่หลายเรื่องที่ชอบตั้งชื่อแล้วเติมด้วยประโยคว่า of the dead snail of the dead หรือหอยทากแห่งความตายที่จะกล่าวถึงก็เช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องราวของหอยทากที่กลายเป็นซอมบี้!! เราคงไม่ทราบหรอกว่าซอมบี้ (zombie) มันมีจริงหรือไม่ แต่ในโลกใบนี้มันก็มีสภาวะใกล้เคียงการเป็นซอมบี้แบบในภาพยนตร์อยู่ด้วย หอยทากซอบบี้ (snail zombie) เป็นสภาวะที่หอยทากในตระกูลซัคซิเนีย (Succinea) ถูกปรสิตที่ชื่อว่า “ลิวโคคลอริเดียม พาราดอกซัม” (Leucochloridium paradoxum) หรือ “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” (the green-banded broodsac) เข้าไปครอบครองร่าง และบงการให้หอยทากผู้โชคร้ายตัวนั้นคืบคลานไปสู่ความตาย หนอนบรูดแซคแถบเขียว เป็นหนอนตัวแบนที่อาศัยอยู่ภายในทางเดินอาหารของนก และจะวางไข่ปะปนกับมูลของนกที่ถ่ายออกมา และเมื่อหอยทากไปกินมูลของนก ไข่ของหนอนบรูดแซคแถบเขียวจะแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของทอยหากไปด้วย เมื่อไข่ของหนอนปรสิตเดินทางสู่ระบบย่อยอาหารของหอยทาก ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อน อาศัยกินอยู่ภายในร่างของหอยทากอับโชคตัวนี้ และตัวอ่อนเหล่านั้นจะเดินทางสู่กระบอกตาของหอยทาก เพิ่มสีสันอันสวยงาม (รึเปล่า?) ให้ก้านตา และเมื่อตัวอ่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเห็นเป็นหนอนผู้สิงร่างเต็มกระบอกตาของหอยทาก ปกติแล้วหอยทากจะหากินในที่อับชื้นและมืด แต่เมื่อถูกหนอนสิงร่างอยู่ทำให้ดวงตาของมันสูญเสียความสามารถในการรับแสงไป หอยทากจึงคืบคลานเข้าหาแสงได้ บางครั้งไปอยู่บริเวณยอดของต้นไม้อีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ก้านตาที่กลายสภาพเป็นหนอนเต้นกระดุกกระดิกไปมา ทำให้หอยทากถูกสังเกตเห็นได้ง่าย และสุดท้ายก็ถูกนกโฉบไปกิน เป็นอันจบชีวิตหอยทากซอมบี้ที่น่าสงสาร […]

