
ในช่วงปิดภาคเรี
เปิดโลกการเรียนรู้ช่วงปิ

ในช่วงปิดภาคเรี
เปิดโลกการเรียนรู้ช่วงปิ
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
เลือดเปรียบเสมือนระบบขนส่งของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญคือ นำออกซิเจนที่เราได้จากการหายใจ สารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป รวมทั้งสารอื่น ๆ ไปยังเซลล์และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ส่วนของเสียจากร่างกาย เลือดก็มีหน้าที่นำของเสียเหล่านี้ไปยังอวัยวะที่ใช้ในการขับถ่าย เพื่อกำจัดออกจากร่างกายอีกด้วย เรามาเจาะลึกลงไปดูกันว่า ในเลือดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เลือดที่เราเห็นสีแดงเข้มนี้ ถ้าเราลองนำไปปั่นเหวี่ยงแยกชั้นตามความหนาแน่นของสาร เราจะเห็นเลือดมีการแยกชั้นแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นของเหลว เรียกว่า น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plasma) พบประมาณ 55% ประกอบด้วยสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว (Fibrinogen), แอนติบอดี (Antibody), เอนไซม์, ฮอร์โมน เป็นต้น ชั้นถัดมาอยู่ตรงกลางมีสีขาวเป็นส่วนของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว มีปริมาณไม่ถึง 1% ส่วนชั้นล่างสุดมีสีแดง เป็นส่วนของเม็ดเลือดแดง มีประมาณ 45% เมื่อเรานำเลือดมาส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นส่วนประกอบของเซลล์หลัก ๆ 3 ชนิด คือ 1. เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells หรือ RCB) เป็นเซลล์ที่พบได้มากที่สุดในน้ำเลือด พัฒนามาจากสเต็มเซลล์ในไขกระดูก มีขนาดประมาณ 6 ไมโครเมตร […]
ดอกบานชื่น ดอกไม้สีสันสดใส สะดุดตา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้านเรือน ในกระถาง ริมรั้วหรือตามทางเท้าเพื่อความสวยงาม มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและในแถบอเมริกากลาง เป็นไม้ดอกล้มลุกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zinnia violacea Cav. และมีชื่อสามัญว่า Zinnia (ดอกซินเนีย) ปัจจุบันบานชื่นได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้มีหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่หลากหลายสี เช่น สีแดง ชมพู ส้ม เหลือง ขาว ม่วง และอื่น ๆ แต่ไม่มีกลิ่นหอม ลักษณะลำต้นสูงประมาณ 20 – 120 ซม. ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ลำต้นและใบมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรี ดอกเป็นช่อกระจุก มีแบบชั้นเดียวและแบบดอกซ้อนทับกันหลายชั้น กลีบดอกวงนอกมีสีต่าง ๆ ส่วนกลีบดอกวงในเป็นรูปหลอดสีเหลือง เกสรตัวผู้และตัวเมียมีขนาดเล็ก ดอกบานชื่นที่เป็นสายพันธุ์เก่า ลักษณะของดอกจะบานไม่พร้อมกัน ทำให้ต้นเดียวมีทั้งดอกใหม่และดอกโรย จึงมีชื่อเรียกว่า “Youth-and-old-age” บานชื่นเป็นไม้ดอกที่เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้งรับแสงแดดโดยตรงได้ตลอดทั้งวัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศเย็นและอุณหภูมิต่ำจะทำให้ได้ต้นไม้ที่มีคุณภาพดี ดอกใหญ่ สีเข้มกว่าในช่วงฤดูอื่น ๆ เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด แม้ต้นบานชื่นจะปลูกง่าย แต่มีข้อจำกัดคือเป็นไม้ที่มีอายุสั้น จึงต้องหมั่นเก็บเมล็ดไว้เพาะพันธุ์เสมอ […]
เครื่องสำอางเสริมความงามหลากหลายชนิด มักถูกเสริมเติมด้วยคุณสมบัติเด่นมากมายลงในเครื่องสำอางเพื่อสร้างให้เกิดเป็นแรงจูงใจสำหรับการเลือกซื้อไปใช้โดยคุณสมบัติเด่นหนึ่งที่ได้รับความนิยม นั่นคือ ประกายระยิบระยับประดับใบหน้าประกายนี้คืออะไร ประกายที่พบในเครื่องสำอางเสริมความงามเหล่านี้ คือ แร่ในกลุ่มไมกา (Mica) หรือแร่กลีบหิน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะแร่ไมกาเพียง 2 ชนิด คือ แร่มัสโคไวต์ (Muscovite) และแร่เซริไซต์ (Sericite) เท่านั้น แร่มัสโคไวต์ (Muscovite) มีส่วนประกอบทางเคมี คือ KAI2(AlSi3O10)(OH)2 มีความแข็งประมาณ 2 – 2.5 ตามโมห์สเกล ความวาวแบบแก้วถึงแบบใยไหมหรือแบบมุก ปกติมีสีขาวใสถึงไม่มีสี มักพบแร่ในลักษณะเป็นแผ่นบางซ้อนกันจนหนา รูปหกเหลี่ยม แนวแตกเรียบสมบูรณ์ สามารถลอกแร่ออกเป็นแผ่น ๆ ได้ อีกทั้งแผ่นแร่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอแล้วกลับคืนรูปเดิมได้ แร่มัสโคไวต์เป็นแร่ประกอบหินที่สำคัญ หากเป็นหินอัคนีมักพบในหินเพกมาไทต์ และหินแกรนิต แต่สามารถพบในหินแปร เช่น หินชีสต์ ได้เช่นกัน ซึ่งแร่มัสโคไวต์ในหินชีสต์บางชนิดจะมีลักษณะเป็นเส้นใย ซึ่งเกิดจากการแปรเปลี่ยนสภาพของส่วนประกอบทางเคมีบางชนิดในแร่ จึงเรียกแร่มัสโคไวต์ที่แปรสภาพนี้ว่า แร่เซริไซต์ แร่ไมกาใช้ประโยชน์ในการผลิตเครื่องมือสำคัญหลากหลายชนิด เช่น หากเป็นไมกาแผ่น จะใช้ทำแผ่นกรองแสงของอุปกรณ์ทางตา ผนังกันความร้อนในเตาเผา ใช้ทำเครื่องปรับกระแสไฟฟ้า […]
ถ้าหากพูดถึงอาหารไทย หลายคนคงนึกถึงอาหารที่มีความเผ็ดเป็นแน่ ซึ่งสังเกตได้จากอาหารหลาย ๆ อย่างจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหาร ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า พริกที่ให้ความเผ็ดนั้นใช้หน่วยอะไรในการวัดระดับกันนะ หน่วยวัดความเผ็ดในพริก เรียกว่า “สโกวิลล์ ฮีต ยูนิต” หรือ“เอสเอชยู” (Scoville Heat Unit ; SHU) โดยคำว่า Scoville มาจากชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ คือ วิลเบอร์ สโกวิลล์ (Wilber Scoville) นักเคมีชาวอเมริกัน ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1912 จากการใช้วิธีทดสอบความเผ็ดของพริกโดยทดสอบทางประสาทสัมผัส และใช้แอลกอฮอล์ละลายสารให้ความเผ็ดหรือแคปไซซิน (Capsaicin) แล้วนำไปเจือจางในน้ำ ทดลองให้คนชิมแล้วเพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิดจน 3 ใน 5 คนที่เป็นผู้ทดลองชิมจะไม่สามารถรับรู้ถึงรสเผ็ดได้ ถ้าหากมีการเจือจางมากครั้งก็แสดงว่าพริกนั้นเผ็ดมากถ้าเจือจางน้อยครั้งก็แสดงว่าเผ็ดน้อย ปัจจุบันความเข้มข้นของแคปไซซินถูกกำหนดโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการทดสอบทั่วไปนั้นจะใช้วิธี High Pressure Liquid Chromatography (HPLC) เป็นการวัดแคปไซซินโดยตรงที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าวิธีทางประสาทสัมผัส ค่าตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งทำให้พริกมีระดับความเผ็ดมากเท่านั้น เรามาดูตัวอย่างระดับความเผ็ดของพริกแต่ละชนิดกันเลย อ้างอิง https://1th.me/Gz6t0https://1th.me/JPfPV FacebookFacebookXTwitterLINELine
