ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ชีวิตยามค่ำคืนของนกแสก
นกแสกเป็นนกที่ออกหากินในตอนกลางคืน (Nocturnal animal) โดยนกแสกจะมีพฤติกรรมการล่าหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กด้วยวิธีการการซุ่มโจมตี ในค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารของนกแสกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเหยื่อจะว่องไว และซ่อนตัวภายใต้พื้นหญ้ารกทึบแค่ไหนก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของนกแสก แล้วทุกคนสงสัยไหมว่านกแสกใช้ชีวิตในค่ำคืนที่ไร้แสงสว่างได้อย่างไร ก็เพราะว่านกแสกนั้นมีการปรับตัวและมีวิธีการออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืนดังต่อไปนี้ มองเห็นได้ดีในที่มืด เนื่องจากภายในดวงตาจะมีจอรับภาพที่เรียกว่า จอประสาทตา (Retina) เมื่อแสงตกกระทบเซลล์ภายในจอประสาทตา ทำหน้าที่รับรูปทรงและสีของวัตถุที่มองส่งไปยังสมอง โดยจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์รูปแท่ง ที่ทำงานได้ดีในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย และรับการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่มองเห็นสีได้เพียงสีขาวกับสีดำ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเรียกว่า เซลล์รูปกรวย จะทำงานได้ดีในที่มีแสงมาก สามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้ แต่จะทำงานไม่ได้เมื่อไม่มีแสงหรือทำงานได้ไม่ดีในที่แสงสลัว นกแสกมีทั้งสองเซลล์แต่เซลล์รูปแท่งจะมีมากกว่า ซึ่งสามารถมองเห็นเหยื่อในที่แสงสลัว นอกจากนี้เนื้อเยื่อพิเศษที่อยู่หลังเรตินาที่เรียกว่า Tapetum lucidum ซึ่งเหมือนกระจกสะท้อนแสงที่จะสะท้อนแสงกลับเข้าไปในจอประสาทตาอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนที่ช่วยการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น เราจึงเห็นตาของสัตว์เหล่านี้สะท้อนแสงออกมาจากดวงตา สายตามองได้กว้างไกล นกแสกมีตาทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าเหมือนมนุษย์ ทำให้มองเห็นวัตถุพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (Binocular vision) ภาพจึงมีความกว้าง ความยาวและความลึก หรือที่เรียกว่าภาพสามมิติ ทำให้รู้ระยะทางของเหยื่อได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนกที่มีตาอยู่ด้านข้าง (Monocular vision) จะมีมุมการมองเห็นภาพสามมิติน้อยกว่า ข้อจำกัดของตานกแสกคือไม่สามารถกลอกลูกตาได้ จึงอาศัยอวัยวะอย่างคอที่มีกระดูกคอมากกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ใช้แทนการกลอกของลูกตาจึงสามารถหันหัวได้ 270 องศา มีหูดีช่วยระบุตำแหน่งเหยื่อ ถึงแม้ว่าตาจะมีความสามารถมองเห็นในที่มืดได้ […]
เหตุไฉนเล่าท้องถึงร้อง
เราเคยได้ยินเสียงท้องร้องของตัวเองบ้างไหม…? หรือเคยได้ยินเสียงมันดังออกมาจากท้องของคนอื่นบ้างหรือเปล่า ยิ่งเวลามีประชุม เรียนหนังสือในห้องหรือติดอยู่ในลิฟท์เงียบ ๆ กับคนที่เราไม่ได้รู้จักด้วยแล้วนั้นยิ่งทำให้เรารู้สึกเขินอายหรือในบางคนอาจเกิดขึ้นบ่อยจนขาดความมั่นใจกันเลยทีเดียว เคยสงสัยไหมว่าท้องร้องเกิดจากอะไร? อาการท้องร้องเกิดจากการทำงานของร่างกายในขณะที่กระเพาะของเรามีสารอาหารไม่เพียงพอ “สมอง” จะเป็นส่วนที่กระตุ้นให้เรา “รู้สึกหิว” นึกอยากอาหารขึ้นมาและจากนั้นก็จะหลั่งนำ้ย่อยออกมา บริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารจะมีการหดตัวและเกิดการสั่นจนได้ยินเป็นเสียงร้องจ๊อก ๆ หรือเสียงโครกครากออกมานนั่นเอง แล้วทำไม…? หลังจากทานอาหารแล้วท้องก็ยังมีเสียงร้องเกิดขึ้นได้ เสียงท้องร้องไม่ได้เกิดจากเสียงในกระเพาะอาหารเพียงอย่างเดียวมันยังสามารถเกิดขึ้นได้จากการบีบตัวของลำไส้เล็กอีกด้วยซึ่งเสียงจากลำไส้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตอนที่หิว (ท้องว่าง) หรือ ตอนที่ไม่หิว (ทานอาหารอิ่มแล้ว) ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับเข้าไปด้วย เช่น ถ้าทานอาหารที่มีรสจัดหรือทานในปริมาณเยอะเกินไป ดื่มนำ้อัดลมจนทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เป็นต้น ก็อาจมีผลต่อกระบวนการย่อยอาหารเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามแม้เสียงท้องร้องจะไม่มีผลอันตรายสุขภาพขนาดนั้นแต่หากเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น การปวดท้องรุนแรง จุกเสียด อาเจียน อาจจะส่งผลก่อใหเ้กิดโรคอื่น ๆ ตามมาเราจึงควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันการเกิดอาการของโรคต่าง ๆ เราจึงควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และตรงต่อเวลาอย่างสม่ำเสมอ อ้างอิง http://1ab.in/Q1chttps://1th.me/QnJoS FacebookFacebookXTwitterLINELine
คลื่น Ultrasonic และ Ultrasonic Sensor: เทคโนโลยีใกล้ตัวที่คุณอาจไม่เคยรู้
เคยสงสัยไหมว่าเซนเซอร์ที่ช่วยให้รถจอดเองได้ หรือเครื่องอัลตราซาวด์ที่ใช้ตรวจสุขภาพในร่างกายเราทำงานยังไง? ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “คลื่น Ultrasonic” และ “Ultrasonic Sensor” ซึ่งฟังดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วมีหลักการทำงานที่น่าสนใจและเข้าใจไม่ยากเลย คลื่น Ultrasonic คือคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงมากจนหูมนุษย์ไม่ได้ยิน มันสามารถเดินทางไปในทิศทางที่เราต้องการ และจะสะท้อนกลับเมื่อเจอวัตถุ หลักการนี้เป็นแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เหมือนที่ค้างคาวใช้คลื่นเสียงเพื่อนำทางในความมืด โดยค้างคาวจะส่งเสียงความถี่สูงออกไป แล้วฟังเสียงสะท้อนกลับมาเพื่อบอกตำแหน่งหรือระยะห่างของสิ่งกีดขวาง Ultrasonic Sensor ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เซนเซอร์จะปล่อยคลื่นเสียงออกไป แล้วจับเวลาที่คลื่นสะท้อนกลับเพื่อคำนวณออกมาเป็นระยะทาง ด้วยความแม่นยำและสามารถทำงานในทุกสภาพแวดล้อม ทำให้เซนเซอร์ชนิดนี้ถูกใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น ระบบช่วยจอดรถที่ตรวจจับวัตถุรอบรถ หุ่นยนต์ที่ใช้หลบสิ่งกีดขวาง หรือแม้แต่การวัดระดับน้ำในถัง นอกจากนี้ คลื่น Ultrasonic ยังมีประโยชน์ในวงการอื่นอีกมาก เช่น เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ในการตรวจสุขภาพ ดูพัฒนาการของทารกในครรภ์ หรือหาความผิดปกติในอวัยวะต่าง ๆ โดยเครื่องจะส่งคลื่นเสียงเข้าไปในร่างกายและสะท้อนกลับตามความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ และแปลงเป็นภาพให้เราเห็น ในอุตสาหกรรม คลื่น Ultrasonic ถูกใช้ตรวจหาความเสียหายของวัตถุ เช่น รอยร้าวในโลหะหรือท่อ โดยไม่ต้องตัดหรือทำลายชิ้นงาน และในงานสำรวจใต้น้ำ เทคโนโลยี SONAR ก็ใช้คลื่นนี้เพื่อตรวจหาความลึกของทะเลหรือค้นหาเรือที่จมอยู่ เทคโนโลยีนี้อาจดูเหมือนไกลตัว […]
“สีน้ำตาล” โทนสีแห่งปี กับปฏิกิริยาทางเคมีของสีน้ำตาลในอาหาร
Pantone Color of the Year เทรนด์สีประจำปีที่ถูกกำหนดขึ้นก่อนเริ่มปีใหม่ โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจการพิมพ์และการออกแบบในสหรัฐอเมริกาอย่าง Pantone LLC สำหรับสีที่เป็น Pantone ในแต่ละปีจะมีอิทธิพลกับงานออกแบบในหลายวงการ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น รวมถึงงานศิลปะ ซึ่งในปี 2025 นี้ สีที่ถูกประกาศให้เป็นสีแห่งปี คือ “Mocha Mousse” หรือโทนสีน้ำตาล สีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แสดงถึงความสุขและความสบายใจ นอกจากสีน้ำตาลจะถูกกำหนดให้เป็นสีประจำปี ที่ผู้คนให้ความสนใจในการนำมาใช้เป็นสีประจำกายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแต่งกายหรือการแต่งหน้า ที่หลายคนล้วนนำสีน้ำตาลมาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อใช้สร้างความมั่นใจ เรายังสามารถพบเจอสีน้ำตาลได้ในอาหารที่รับประทานอีกด้วย ซึ่งสีน้ำตาลที่พบในอาหารนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจของโทนสีประจำปีในปีนี้ นั่นคือ โกโก้ กาแฟ และช็อกโกแลต แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าสีน้ำตาลในอาหารเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การเกิดสีน้ำตาลในอาหาร เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่อาหารเปลี่ยนสีในระหว่างการแปรรูปและเก็บรักษา ซึ่งปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ (Enzymatic browning reaction) ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของอาหาร ส่งผลให้ให้มีการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ พบได้ใน ผัก ผลไม้ ชา กาแฟ […]

