ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
รู้จักกับโรคฝีดาษลิง
โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิงหรือไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เป็นโรคที่ใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใสแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับมีตุ่มผื่นตุ่มหนองทั่วตัว และต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากไวรัส Othopoxvirus ซึ่งเป็นไวรัสที่เกิดโดยธรรมชาติ พบในตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ โรคฝีดาษลิงมีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นโรคที่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิง พบที่แรกในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ใช้ลิงในการทดลอง โรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์แอฟริกากลางมีความรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตและสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมากซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้ โรคฝีดาษลิงติดต่อได้อย่างไร โรคฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง หรือผ่านเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา ของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค การนำซากสัตว์ที่ป่วยมาปรุงอาหาร การถูกสัตว์ป่วยข่วน และการใช้เครื่องมือที่สัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยได้อีกเช่นกัน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7–14 วัน หรืออาจนานถึง 24 วัน แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะมีโอกาสติดจากคนสู่คนได้น้อย แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้สามารถเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิต 1-10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก โรคฝีดาษลิงตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธี PCR ของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หากพบว่าเป็นโรคฝีดาษลิง สามารถรักษาโดยให้ยาต้านไวรัส […]
Rhizopus เชื้อราขนมปัง
เชื้อรา หรือรา (Mold) เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่หลายคนคงพอรู้จักมาแล้วบ้าง เนื่องจากมักทำให้ พืชผักและอาหารต่าง ๆ เน่าเสีย ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) กลุ่มเดียวกับเห็ด มีโครงสร้างเป็นเส้นใย (hyphae) คล้ายรากพืช ในเชิงนิเวศวิทยาเชื้อรามีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลาย เมื่อซากพืช ซากสัตว์ตายลงมันจะทำหน้าที่กำจัดซากเน่าเหล่านั้น Rhizopus เป็นหนึ่งในสกุลเชื้อราแบบเส้นใยไม่มีผนังกั้น โดยจะมีลักษณะสำคัญ คือ สีจะเปลี่ยน ไปได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและในแต่ละช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไปของมัน นอกจากนี้มันยังสามารถ สร้างสปอร์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยสปอร์แบบไม่อาศัยเพศเรียกว่า สปอแรงจิโอสปอร์ (sporangiospores) ซึ่งเกิดจากปลายเส้นใยพองออกเป็นกระเปาะคล้ายหัวเข็มหมุดมีผนังหนา จากนั้นจะเจริญเป็นอับสปอร์ (sporangium) และมีก้านชูอับสปอร์ (sporangiophore) ส่วนสปอร์แบบอาศัยเพศ เรียกว่า zygospore เคยสังเกตขนมปังที่เราซื้อมารับประทานกันไหม หากหมดอายุหรือเก็บไว้นานจะพบจุดสีดำ บนแผ่นขนมปังและมีเส้นใยสีขาวฟูรอบ ๆ นั่นแหละเรียกว่า “เชื้อรา” เชื้อราที่พบในขนมปังส่วนใหญ่ คือ Rhizopus stolonifer หรือที่รู้จักในชื่อ ราขนมปัง (bread mold) มันมีโครงสร้างเส้นใยที่เรียกว่า สโตลอน (stolon) มีคุณสมบัติในการขยายโคโลนี […]
เมล็ดข้าว…. ธัญพืชมากประโยชน์
ข้าว พืชที่เป็นอาหารหลักโดยเฉพาะในประเทศไทยและในแถบเอเชีย ข้าวเป็นเมล็ดธัญพืช ลักษณะเรียวยาว บางชนิดเป็นเมล็ดสั้น มีสีสันหลากหลายตามสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น เป็นต้น ข้าวที่เรานำมารับประทานใช้เป็นแหล่งพลังงานในการดำรงชีวิต อีกทั้งอุดมไปด้วยประโยชน์ที่หลากหลาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและสารอาหารอื่น ๆ เมล็ดข้าวมีองค์ประกอบ 4 ส่วนด้วยกัน คือ เปลือกข้าว (husk) เปลือกข้าว (husk) คือ ส่วนที่ห่อหุ้มและป้องกันเมล็ด ประกอบไปด้วยเปลือกใหญ่และเปลือกเล็ก ซึ่งเปลือกใหญ่จะทำหน้าที่หุ้มท้องข้าว ส่วนเปลือกเล็กจะหุ้มเมล็ดข้าวด้านหลังไว้ บนเปลือกข้าวจะมีขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่ลดการระเหยของน้ำ ป้องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อมภายนอก ช่วยเกาะติดสิ่งต่าง ๆ แพร่กระจายเมล็ดในธรรมชาติ ส่วนเปลือกข้าวที่หลุดออกมาจากการสีข้าวนั้น เรียกว่า แกลบ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางเกษตรอินทรีย์ได้ รำข้าว (rice bran) รำข้าว (rice bran) เยื่อบาง ๆ ถัดจากเปลือกนอก ที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว มีสารสี […]
ทำไมเราสะอึกกันนะ?
“อาการสะอึก” เชื่อแน่ว่าไม่มีใครไม่เคยเป็น การสะอึกเป็นอาการที่เราต่างไม่พึงประสงค์และอยากให้มันหายไว ๆ เราเคยสงสัยไหมว่าอาการสะอึกเกิดขึ้นอย่างได้อย่างไร? การสะอึกเริ่มมาจากการกระตุกเกร็งหรือการบีบตัวของ “กะบังลม” กล้ามเนื้อทรงโดมขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ปอดที่เราใช้ในการหายใจ เกิดการทำงานที่ไม่สอดประสานกันกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เนื่องจากการปิดของเส้นเสียงในทันที และการเปิดระหว่างเส้นเสียง หรือที่เรียกว่ากล่องเสียง การเคลื่อนของกะบังลมทำให้เกิดการดึงอากาศเข้าไปทันที แต่การปิดของเส้นเสียงกลับหยุดอากาศไม่ให้เข้าไปในหลอดลมและไปถึงปอด จึงทำให้เกิดเสียงสะอึก สาเหตุอาจเกิดหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารเร็วและมากเกินไป การรับประทานอาหารที่เผ็ดเกินไป การดื่มเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ เช่น น้ำอัดลม ชอบใช้หลอดดูดน้ำ ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชอบสูบบุหรี่ และการกินของร้อน เย็น สลับกันทันทีหรืออาจมีสาเหตุทางอารมณ์ เช่น เกิดความเครียด ตื่นเต้น หรือกลัวก็ได้ วิธีแก้การอาการสะอึก หายใจเข้าลึก ๆ กลั้นหายใจ 10 วินาที จากนั้นหายใจออก แล้วดื่มน้ำตามทันที เงยหน้าขึ้น กลั้นหายใจ 10 วินาที จากนั้นหายใจออกยาว ๆ แล้วดื่มน้ำตามทันที อมน้ำไว้ คางชิดอก แล้วพยายามกลืนน้ำที่อมไว้ อย่างไรก็ตามอาการสะอึกไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอาการที่เกิดระยะสั้นเท่านั้น เมื่อร่างกายกลับมาทำงานได้ปกติ […]

