
ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์วิ

ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์วิ
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
NFT กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ แถมยังเป็นกระแสและได้รับความสนใจจากกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวงการศิลปะ วงการบันเทิง วงการเกม นักสะสม และอื่น ๆ มากมาย ถ้าหากใครที่กำลังสนใจหรืออยากลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล จะต้องมาทำความรู้จักกับ NFT เบื้องต้นกันก่อน NFT คืออะไร NFT (Non-Fungible Token) คือ เหรียญที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีโดยการนำเข้าสู่ระบบบล็อกเชน ทำให้สามารถแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้น ๆ โดยสามารถเป็นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานสะสม ภาพวาด ภาพมีม งานศิลปะ เพลง ดนตรี คลิปวิดีโอ เกม ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละสินทรัพย์นั้น ทำให้ผลงานชิ้นนั้นกลายเป็นผลงานชิ้นเดียวในโลก NFT มีความเฉพาะและแตกต่างจากเหรียญดิจิทัลแบบอื่น ๆ เพราะว่ามันจะกลายเป็นเหรียญหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ เมื่อเกิดการซื้อขายแล้วเจ้าของผลงานจะยังคงเป็นเจ้าของลิขลิทธิ์ผลงานแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ผู้ครอบครอง NFT จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในผลงานชิ้นนั้น โดยสามารถซื้อขายและโอนย้ายกรรมสิทธิ์ได้บนระบบบล็อกเชน ระหว่างคนที่ต้องการซื้อและคนที่ต้องการขายแบบไม่มีคนกลาง ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ ว่าผลงานแต่ละชิ้นมีใครเป็นเจ้าของบ้าง สามารถซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ NFT เท่านั้น ตัวอย่างผลงาน NFT ภาพมีม “Disaster […]
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกดีเมื่อได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก คำชม การประสบความสำเร็จ หรือเพียงแค่การได้กินอาหารที่อร่อยถูกใจ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สมองของเรามีสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) หลายคนเรียกมันว่า “สารเคมีแห่งความสุข” ขณะที่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมเสพติด โดปามีน (Dopamine,C8H11NO2 ) เป็นทั้งฮอร์โมน(Hormone) และสารสื่อประสาท(Neurotransmitter) สมองของเราจะหลั่งโดปามีนเมื่อได้รับการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ให้ความพึงพอใจหรือบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง โดยเมื่อโดปามีนถูกหลั่งออกแล้วจะส่งผลต่ออารมณ์ให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว โดปามีนทำเรารู้สึกมีความสุขและอยากทำเช่นนั้นอีก แม้จะถูกเรียกว่า “สารแห่งความสุข” แต่ในความเป็นจริง โดปามีนไม่ได้สร้างความสุขโดยตรง มันคือสารที่กระตุ้นให้เรามุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจที่เราได้รับ อย่างไรก็ตาม ความสุขที่เกิดจากโดปามีนนั้นมักเป็นความสุขชั่วคราว หากเราไล่ตามความรู้สึกนี้มากเกินไป อาจทำให้เราติดพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะโดปามีนไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยให้เรามีแรงจูงใจเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดเกม การช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การเสพติดสารเคมี เช่น แอลกอฮอล์และยาเสพติดเพื่อหลั่งโดปามีนอีกครั้ง พฤติกรรมนี้หากเกิดซ้ำๆ อาจนำไปสู่ “วงจรเสพติด” ที่ยากจะหลุดพ้น เมื่อเราทำกิจกรรมที่กระตุ้นโดปามีนในระดับมากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เป็นคนคิดเร็ว แต่ก็อาจก้าวร้าวและเป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งหากมีมากเกินขีดจำกัดก็อาจทำให้เกิดอาการป่วยทางจิต หากสมองของเราได้รับโดปามีนในระดับที่เหมาะสม ก็จะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีสมาธิ […]
แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหมูของไทยพุ่งกระฉูดถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน สาเหตุหนึ่งของวิกฤติครั้งนี้เกิดจากมีโรคระบาดที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงในหมูเรียกว่า โรค ASF ย่อมาจาก African Swine Fever นั่นก็คือ โรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูนั่นเอง โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส กลุ่ม Asfarviridae โดยเชื้อไวรัสกลุ่มนี้สามารถแพร่ระบาดได้จากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอด ติดเชื้อทางบาดแผล และถูกเห็บอ่อนสกุล Ornithodoros ที่เป็นพาหะกัด ความสามารถในการแพร่กระจายของไวรัสนี้ทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกับหมูเลี้ยง ส่วนในหมูป่านั้นจะเป็นแหล่งรังโรค หรือแหล่งที่เชื้อก่อโรคอาศัยอยู่เพื่อเติบโตและเพิ่มจำนวนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หมูเกิดการเจ็บป่วย โดยอาการของโรคเมื่อหมูมีการติดเชื้อแล้วจะมีไข้สูง เกิดการอาเจียน ขับถ่ายเป็นเลือด และมีจุดเลือดออกหรือรอยช้ำบริเวณใบหู นอกจากนี้ยังแท้งลูกทุกช่วงของการตั้งครรภ์อีกด้วย หลังจากการติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 3-4 วัน เมื่อเกิดการติดเชื้อโอกาสรอดจะน้อยมากเพราะมีอัตราการตายสูงเกือบ 100% ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หมูขาดตลาดอย่างที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ เนื่องจากถ้ามีการพบการระบาดของเชื้อภายในฟาร์ม หมูที่ตายจากโรคนี้ผู้เลี้ยงมักจะนำไปทำลายบางครั้งจะต้องมีการเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจทำให้อากาศและแหล่งน้ำในเส้นทางที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายมีการปนเปื้อนจากเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งในร่างกาย อาหาร หรืออุจจาระของหมู การเคลื่อนย้ายจึงนับว่าเป็นการเพิ่มระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโรคนี้ ดังนั้นเมื่อเจ้าของฟาร์มพบว่ามีหมูตายเฉียบพลันแสดงถึงมีการเกิดโรคจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ ต้องทำลายหมูและซากทั้งฟาร์ม แจ้งกรมปศุสัตว์ให้มีการสอบสวนโรค เก็บตัวอย่างส่งตรวจ จำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรคที่ฟาร์ม กำจัดสัตว์พาหะ ระหว่างนั้นจะต้องมีการพักคอกอีกอย่างน้อย 12 สัปดาห์ […]
‘กระต่ายทะเล’ ‘แกะทะเล’ นี่คือชื่อเรียกสุดน่ารักที่ผู้คนตั้งให้กับทากทะเลตัวจิ๋ว จากลักษณะเด่นของพวกมัน ได้แก่ ส่วนที่ยื่นออกมาจากส่วนหัวดูคล้ายหูยาว ๆ และพวงหางที่ดูนุ่มฟูตรงส่วนท้ายของลำตัว แต่แท้จริงแล้วนั้น หูกลับไม่ใช่หู และหางกลับไม่ใช่หางอย่างที่คิด ทากทะเล หรือ ทากเปลือย (Nudibranch) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ในไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca) เช่นเดียวกับหอยและหมึก กลุ่มเดียวกับหอยฝาเดียว แต่เปลือกถูกลดรูปจนไม่เหลือให้เห็นจากภายนอก ลำตัวมีขนาดเล็กโดยมีตั้งแต่ขนาด 2 มิลลิเมตรไปจนถึง 30 เซนติเมตรได้เลยทีเดียว ส่วนมากอาศัยอยู่ในทะเลและสามารถพบได้ตามบริเวณที่เป็นแหล่งอาหารของพวกมัน เช่น ตามแนวปะการัง โขดหิน และสาหร่าย ทำให้ทากทะเลสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้ ทากทะเลมีรูปร่างและสีสันที่หลากหลายแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด แต่มีลักษณะที่คล้ายกันนั่นคือ ลำตัวแบน และมีส่วนที่คล้ายหูหรือเขา 2 ข้างที่ส่วนหัว ซึ่งความจริงแล้วอวัยวะส่วนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในการรับเสียงแบบหูของกระต่ายหรือแกะแต่อย่างใด แต่มันคือ ไรโนฟอร์ (Rhinophore) เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการรับสารเคมีในน้ำ หรือใช้ในการรับกลิ่นเหมือนจมูก เพื่อตรวจหากลิ่นของอาหาร รวมทั้งหากลิ่นของฮอร์โมนจากเพศตรงข้ามได้อีกด้วย และส่วนที่คล้ายหางบริเวณปลายลำตัวก็ไม่ได้ใช้ในการเคลื่อนที่หรือการทรงตัว แต่มันคือเหงือก (Gill plume หรือ Branchial plume) ที่ช่วยในการหายใจเหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ […]
