
ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
ทำไมน้ำทะเลมีสีฟ้า?
มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมน้ำทะเลที่เห็นจึงมีสีฟ้า บ้างก็มีสีเขียว หรือสีน้ำเงินเข้ม แต่เมื่อเราใช้แก้วน้ำตักน้ำทะเลขึ้นมา กลับมีสีใสเหมือนน้ำที่เราใช้ดื่มหรือใช้อาบในทุกวัน ไม่ได้มีสีสันสวยงามเหมือนที่เรามองเห็นเลยแม้แต่น้อย ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์การกระเจิงแสง โดยการที่เราสามารถมองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ ได้นั้น เกิดจากแสงที่มีแหล่งกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ตกกระทบกับพื้นผิวน้ำหรือสิ่งของต่าง ๆ แล้วแสงนั้นสะท้อนมายังดวงตา จึงทำให้เรามองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำ เมื่อแสงที่มีช่วงคลื่นของสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่มีความยาวคลื่นสั้นตกกระทบกับน้ำ จะเกิดการกระเจิงหรือการแพร่กระจายของแสงในน้ำได้ดีที่สุดและถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้น้อย ต่างจากช่วงแสงสีแดงที่จะถูกดูดกลืนไว้ได้มาก และช่วงแสงสีเขียวรองลงมา เมื่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน แสงทั้งสองสีนี้จึงหายไปได้ง่ายเมื่อลงสู่น้ำ สีน้ำทะเลที่ปรากฏออกมาให้เห็นจึงเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินนั่นเอง แต่แล้วทำไมน้ำทะเลบางที่ถึงมีสีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้เกิดจากความตื้นและลึกของน้ำทะเล และสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำทะเล การที่น้ำในทะเลลึกอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินมาก จะมีสิ่งเจือปนต่าง ๆ อยู่น้อย น้ำในบริเวณนี้จะใสมากและเกิดการดูดกลืนแสงสีแดงและแสงสีเขียวอย่างสมบูรณ์ จึงเห็นเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มเท่านั้นที่กระเจิงได้ดีและโดดเด่นขึ้นมา ต่างจากบริเวณชายฝั่งที่มีสิ่งเจือปนอยู่มาก สีของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งจึงมีสีที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปตามสีของสิ่งเจือปนนั้น ๆ แต่สำหรับทะเลบางที่ที่มีสีเขียว จะแสดงถึงทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยแพลงก์ตอนพืช ซึ่งแพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีเขียวออกมาแทน จึงทำให้น้ำทะเลมีสีเขียวสวยงาม อ้างอิง https://bit.ly/2YlqVOChttps://bit.ly/3Fn3aH FacebookFacebookXTwitterLINELine
ประกายดาวบนผืนทราย
บนโลกของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีดวงดาวอยู่เต็มผืนทราย เหล่าสะเก็ดดาวเม็ดเล็กๆ ที่เคยอยู่ในท้องทะเลถูกซัดไปตามเกลียวคลื่นจนกระจัดกระจายขึ้นมาอยู่บนชายฝั่ง แล้วเหตุใดดวงดาวที่ควรอยู่บนท้องฟ้ากลับลงมาให้เราพบเจอได้ที่หาดทรายกันล่ะ เมื่อไปถึงเกาะทาเกะโทมิ ประเทศญี่ปุ่น เราจะได้พบชายหาดที่มีชื่อว่า หาดทรายรูปดาว โดยชื่อนี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างของชายหาด แต่หมายถึงทรายเม็ดเล็ก ๆ ของที่แห่งนั้นต่างหาก เมื่อลองมองดูดี ๆ เราจะพบว่าเม็ดทรายในบริเวณหาดนี้ไม่ได้มีรูปทรงเป็นวงกลมหรือวงรีเหมือนกันทั้งหมด แต่บางเม็ดกลับมีแฉกหนามมากมายยื่นออกมาทำให้ดูคล้ายรูปทรงของดวงดาว และไม่ใช่แค่รูปร่างที่แตกต่างกับทรายทั่วไป แต่รวมไปถึงองค์ประกอบเองก็ไม่เหมือนกันด้วย เม็ดทรายรูปดาวเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ใช่ก้อนหิน แต่พวกมันเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตมาก่อน กล่าวคือพวกมันเป็นโครงสร้างแข็งภายนอก (Exoskeleton) หรือก็คือเปลือกที่ใช้ห่อหุ้มร่างกายของโปรโทซัว Baculogypsina sphaerulata ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Foraminifera มีขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 1.5×35 มิลลิเมตร ตัวเปลือกสร้างขึ้นจากแคลเซียมคาร์บอเนตหรือหินปูน (Calcium carbonate : CaCO3) ซึ่งต่างจากเม็ดทรายที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกา (Silica : SiO2) บริเวณพื้นผิวของเปลือกมีรูพรุนมากมายซึ่งจะเป็นช่องผ่านของเท้าเทียม (Pseudopodia) ที่ช่วยให้โปรโทซัวสามารถเคลื่อนที ยึดเกาะบนพื้นทราย ใช้จับกับวัตถุใต้ทะเล และใช้ในการล่าเหยื่อ โดยพวกมันสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าตัวมันเอง โปรโทซัวชนิดนี้ส่วนมากอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นท้องน้ำ (Benthic zone) และตามแนวปะการังในมหาสมุทรแปซิฟิกของเอเชียตะวันออก เมื่อตัวโปรโทซัวตายไป เปลือกของพวกมันจะยังคงอยู่และถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่ง ทำให้ซากเปลือกหินปูนเหล่านี้ปะปนอยู่กับทรายบนชายหาดนั่นเอง Foraminifera ยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์ และมีรูปร่างที่แตกต่างกันไป […]
ไส้กรอก : อาหารแปรรูป กินอย่างไรให้ปลอดภัย?
อาหารแปรรูปประเภทเนื้อหมัก เช่น ไส้กรอก แฮม โบโลน่า ที่หลาย คนนิยมบริโภคเป็นอาหารเช้า หรืออาหารว่าง ด้วยลักษณะรูปร่าง กลิ่นรส สี ชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไส้กรอก ที่เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม อร่อย มีทั้งแบบสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน หรือซื้อนำมาประกอบอาหารเอง ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายชนิดหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด แต่รู้หรือไม่ว่าในไส้กรอกมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ? และมีความปลอดภัยหรือไม่ ? ส่วนประกอบหลักในไส้กรอกมีโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ ไขมัน น้ำ เป็นส่วนช่วยให้เนื้อสัมผัสเกิดความนุ่ม ชุ่มฉ่ำ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่น คือ วัตถุเจือปน ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสีย เพื่อรักษาสีสันของเนื้อสัตว์ให้ดูสดใหม่ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารป้องกันการเน่าเสีย ซึ่งเป็นสารกลุ่มไนไตรต์ ไนเตรต อย่างโซเดียมไนไตรต์ และโซเดียมไนเตรต หรือที่คุ้นเคยกันอย่าง ดินประสิว มีชื่อทางเคมีว่า โปแตสเซียมไนเตรต ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะมีข้อดี แต่มีข้อที่ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะวัตถุเจือปนสามารถทำให้เกิดผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารได้ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดท้องอย่างรุนแรง หากรับประทานเกินปริมาณที่กำหนดจะก่อให้เกิดอันตราย ส่งผลต่อการทำงานของ ฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือด ที่ทำหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน […]
เหลือแต่หัว!!!
หากใครที่ชอบเที่ยวงานวัดหรืองานเทศกาลต่าง ๆ น่าจะเคยเห็นโชว์หนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนในงานอย่างมาก นั่นคือ การแสดงท้าวหัวข่อหล่อ (ท้าวหัวข่อหล่อ – ตัวละครในนิทานพื้นบ้านของลาวผู้มีแค่หัวกับคอ) หรือก็คือ การโชว์คนที่มีแต่หัว!! ซึ่งมีแต่หัวจริง ๆ และยังไม่ได้ตายอะไรด้วย สีหน้าสายตายังมองได้แบบคนทั่วไป เพียงแค่มีหัวของเขาอย่างเดียวเท่านั้นวางอยู่บนโต๊ะ!! การแสดงนี้ถือว่าสร้างความประหลาดใจกับผู้ชมจนต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายเข้าไปดู ใครเล่าจะมีแค่หัวแต่ยังไม่ตายแบบนี้ได้ ทว่าแท้จริงแล้วการแสดงนี้เป็นมายากลในรูปแบบหนึ่งที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสงและกระจกเงา การแสดงท้าวหัวข่อหล่อใช้หลักการสะท้อนของกระจกเงาราบ โดยมีกระจกติดอยู่ที่แต่ละด้านของโต๊ะ สะท้อนภาพให้เหมือนกับว่าใต้พื้นไม่มีอะไร มีแค่หัววางไว้บนโต๊ะเพียงอย่างเดียว ซึ่งขาของโต๊ะที่เห็นเป็นส่วนที่ทำไว้หลอกตา ให้มองไม่ออกว่าด้านที่เห็นนั้นเป็นกระจกเงา การสะท้อนของแสงจะทำให้เกิดมุม 2 มุมคือ มุมตกกระทบ และมุมสะท้อน โดยมุมตกกระทบจะเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ ภาพที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนของกระจกเงาราบจะเป็นภาพเสมือนหัวตั้งกลับซ้ายขวาขนาดเท่าวัตถุ นอกจากรูปแบบที่ใช้กระจกเงาสะท้อนทั้งสามด้านในลักษณะนี้แล้ว ยังมีการวางกระจกสองบานตั้งเป็นมุม แล้วจัดตำแหน่งให้อยู่ทางมุมห้องหรือมีฉากกั้นด้านหลัง ทำให้มองเห็นแบบเหลือแต่หัวด้วยหลักการสะท้อนของกระจกเช่นเดียวกัน อ้างอิง ท้าวหัวข่อหล่อ ตามงานวัด เค้าทำกันยังไงค่ะ ?!?!?! เฉลยกลคนมีแต่หัว สิ่งมหัศจรรย์แห่งงานวัดกับการแฉกลที่รู้แล้วตายตาหลับ!! ง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ?! FacebookFacebookXTwitterLINELine
ศูนย์สร้างสรรค์เยาวชน (กระจ่าง บริรักษ์นิติเกษตร)
เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยสังกัดศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จัดกิจกรรมเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากสื่อนิทรรศการโดยทำบทปฏิบัติการประกอบการเล่นเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี ให้บริการสื่อนิทรรศการภายในอาคาร จำนวน 10 ฐานและสื่อนิทรรศภายนอกอาคาร จำนวน 13 ฐาน นิทรรศการภายในอาคาร ผึ้งกับเสือ, การผจญภัยของหยดน้ำ, ชีวิตในน้ำ, ต้นไม้ ใบหญ้า พืช ผัก ผลไม้, กินให้ฉลาดและโตเร็ว, รู้จักตนเองและเพื่อน, จักรวาลและอวกาศ, สุขสบายคลายเหนื่อย, มุมรักการอ่าน, ฝากอะไรไว้ให้โลก นิทรรศการภายนอกอาคาร ผึ้งกับเสือ, เครื่องเล่นสนาม, เรียนรู้แรงดันน้ำ, เรียนรู้เรื่องสูตรคูณ, วาดฝันกับเม็ดทราย, เรียนรู้การทรงตัว, บ้านต้นไม้, เรียนรู้เลขคู่และคี่, เรียนรู้รูปทรงเรขาคณิต, ฐานสะกดรอย, เรียนรู้เรื่องมุม, เรียนรู้เรื่องจำนวน, เรียนรู้การขนส่งทางน้ำ, ลานนวดเท้า FacebookFacebookXTwitterLINELine
