ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
International Museum Day เปิดเข้าชมนิทรรศการ ฟรี! 2 วัน
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ในงาน “International Museum Day” ระหว่างวันที่ 18–19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. เปิดให้เข้าชมนิทรรศการฟรี! ตลอดงาน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์อีกมากมาย ร่วมสัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเปิดมุมมองใหม่ของพิพิธภัณฑ์ยุคอนาคตไปพร้อมกัน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) FacebookFacebookXTwitterLINELine
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ความแตกต่างของ Analog และ Digital
ในโลกของเทคโนโลยี คำว่า “Analog” และ “Digital” เป็นคำสำคัญที่มักถูกกล่าวถึง เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบสื่อสารและเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณโทรคมนาคม แต่สองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร? บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจลักษณะและความแตกต่างระหว่างสัญญาณ Analog และ Digital สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) สัญญาณอนาล็อก คือ สัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) ซึ่งลักษณะของสัญญาณจะแสดงเป็นเส้นโค้งที่ต่อเนื่อง โดยทั่วไป สัญญาณอนาล็อกมักพบในรูปของเสียงหรือภาพ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ การส่งข้อมูลผ่านสัญญาณอนาล็อกมักมีปัญหาถูกรบกวนได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการแปลความหมายผิดพลาด เช่น เสียงที่ขาดหายหรือผิดเพี้ยน สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) สัญญาณดิจิตอล เป็นสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีค่าที่ชัดเจนและถูกกำหนดให้เป็นค่าเฉพาะ เช่น 0 และ 1 ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ สัญญาณประเภทนี้มีข้อดีในการลดความผิดพลาด เนื่องจากใช้งานเพียงสองสถานะเท่านั้น สัญญาณดิจิตอลจึงมีความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูงกว่า ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปคือ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การส่งสัญญาณ Analog และ Digital ตัวอย่างเครื่องใช้ที่เป็น […]
โลกของแมว มองเห็นเป็นสีอะไรกันนะ?
แมวเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งในด้านพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพ หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าของสัตว์เลี้ยงและนักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนานก็คือ ความสามารถในการมองเห็นของแมว โดยเฉพาะการรับรู้สี หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า แมวสามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ได้เหมือนกับมนุษย์หรือไม่ หรือโลกของแมวนั้นเป็นเพียงภาพขาวดำเท่านั้น คำถามเหล่านี้นำไปสู่การศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบการมองเห็นของแมว ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างจากมนุษย์ในหลายประการ และเผยให้เห็นว่าโลกในมุมมองของแมวนั้นไม่ได้ไร้สีสันอย่างที่เคยเข้าใจกัน การมองเห็นของแมวขึ้นอยู่กับการทำงานของเซลล์รับแสงภายในดวงตา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์หลัก 2 ประเภท ได้แก่ เซลล์แท่ง (rod cells) และเซลล์กรวย (cone cells) เซลล์แท่งมีบทบาทในการรับรู้ความสว่างและการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในสภาวะแสงน้อย ในขณะที่เซลล์กรวยทำหน้าที่รับรู้และแยกแยะสี แมวมีเซลล์กรวยอยู่ 3 ประเภท เช่นเดียวกับมนุษย์ ทำให้สามารถแยกแยะสีได้หลายเฉด ได้แก่ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน อย่างไรก็ตาม ความไวต่อแสงของเซลล์กรวยในแมวนั้นแตกต่างจากของมนุษย์อย่างมาก ส่งผลให้การรับรู้สีของแมวมีข้อจำกัด โดยแมวสามารถแยกแยะเฉดสีฟ้าและสีเขียวได้ดี แต่มีความยากลำบากในการแยกแยะสีแดงและสีชมพู ซึ่งมักปรากฏเป็นสีเทาหรือสีที่มีความจางในสายตาของพวกมัน ส่วนสีม่วงอาจถูกรับรู้เป็นสีน้ำเงิน การมองเห็นสีของแมวจึงคล้ายคลึงกับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีบางประเภท โครงสร้างของเรตินาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การมองเห็นของแมวแตกต่างจากมนุษย์อย่างชัดเจน เรตินาเป็นชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณด้านหลังของดวงตา มีหน้าที่ในการแปลงแสงที่เข้าสู่ดวงตาให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนจะส่งต่อไปยังสมองเพื่อประมวลผลเป็นภาพที่มองเห็น ในมนุษย์เรตินาจะประกอบด้วยเซลล์กรวยเป็นปริมาณมาก จึงส่งผลให้มีความสามารถในการรับรู้สีที่หลากหลาย แต่ในแมว กลับมีเซลล์แท่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า จึงทำให้แมวสามารถมองเห็นได้ดีในที่มืดและมีความสามารถในการตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ามนุษย์ แม้ว่าการมองเห็นสีของแมวจะมีขีดจำกัด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของสัตว์นักล่า […]
ทำไม “กอด” ถึงชาร์จพลังได้
อาการหมดไฟ หรือหมดพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยชื่นชอบ การเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยกับการใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของคน ๆ นั้น อาจทำให้มีความคิดที่เลวร้าย เช่น การไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้วซึ่งนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายตัวเอง อาการเหล่านี้ใช่ว่าไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาให้ดีขึ้นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้โดยที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนนั่นคือ การกอด การกอด คือ การแสดงความรักเป็นภาษากายที่ใช้ทักทายและบอกลาเพื่อน ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย กอดมีค่ามากกว่าการเป็นสื่อแสดงความรัก เราสามารถเรียกการกอดได้ว่า “พลัง” เพราะขณะที่ร่างกายเรากำลังหมดแรง รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หรือเศร้าใจ การได้กอดดี ๆ จากคนที่เรารักจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้เต็มอีกครั้ง เนื่องจากการกอดเป็นการสัมผัสที่ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด ช่วยทำให้รู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางอารมณ์ เมื่อมีการสัมผัสไม่ว่าจะเป็นการจับมือหรือการกอดนานกว่า 20 วินาที เราจะรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น และร่างกายก็จะมีการตอบสนอง โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จะผลิตสารเคมีที่เรียกว่า ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ซึ่งปล่อยออกมาจากต่อมใต้สมอง ทำให้รู้สึกอบอุ่น รู้สึกดี นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ทำให้ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สุขภาพดี […]

