ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
อวสานสิ่งมีชีวิต สัญญาณเตือนการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6
การหายไปหรือการลดจำนวนลงของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรณี และการเกิดอุกกาบาตชนโลก ทำให้ไม่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันหรือบางสายพันธุ์พบในปริมาณน้อยลงมาก ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เรียกว่า การสูญพันธุ์ (Extinction) ตั้งแต่โลกของเราถือกำเนิดขึ้นเป็นช่วงเวลายาวนานหลายพันล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ค่อย ๆ หายสาบสูญไป ขณะที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่พยายามวิวัฒนาการและปรับตัวให้มีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอยู่ตลอดเวลา การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยแต่มีอัตราไม่คงที่ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือมีระยะเวลาที่แน่นอน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิด บนโลกมีทั้งหมด 5 ครั้ง จากข้อมูลการพบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้ การสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ปลายยุคแคมเบรียนถึงยุคออร์โดวิเชียน (488 ล้านปีที่แล้ว) มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก (Continental Drift) ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดยุคน้ำแข็งฉับพลัน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ นำมาซึ่ง การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำพวก Brachiopod, Conodont และ Trilobite การสูญพันธุ์ครั้งที่ 2 ปลายยุคดีโวเนียน (375 ล้านปีที่แล้ว) ต่อเนื่องมาจากการเกิดยุคน้ำแข็ง ทำให้ปริมาณน้ำทะเล อุณหภูมิ และออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในเขต น้ำตื้นรวมทั้งปะการังเป็นจำนวนมาก การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 […]
บ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิต The Big House of living things
“บ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิต The Big House of living things” โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีความมหัศจรรย์มากเพราะมีดาวเคราะห์ไม่กี่ดวงเท่านั้นที่จะมีน้ำและสภาวะแวดล้อมเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต หรีอว่า “โลก” จะเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่บนโลก ถูกปกคลุมด้วยน้ำ ทั้งยังมีอุณหภูมิ และชั้นบรรยากาศซึ่งประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ องค์ประกอบของโลกมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงชั้นบรรยากาศเหล่านี้เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการกำเนิดและการอาศัยอยู่ของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลกมานานนับพันล้านปีแล้ว สิ่งมีชีวิตชนิดแรกบนโลก คือ ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) นับเป็นจุดเริ่มต้นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต พื้นที่โลกถูกปกคลุมด้วยน้ำประมาณ 3 ใน 4 ส่วน อีกทั้งโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่พอเหมาะจึงมีความอบอุ่น และได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการสร้างอาหารของสิ่งมีชีวิต นอกจากนั้น ชั้นบรรยากาศยังช่วยให้อากาศภายในโลกมีความสมดุล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีคุณสมบัติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งมีชีวิตจึงสามารถก่อกำเนิด และอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้ โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิ แผ่นดิน พื้นน้ำ และธาตุต่าง ๆ อย่างสมดุล โดยทุกอย่างสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเป็นสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ และความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เราควรช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ “โลก” เป็นบ้านหลังใหญ่อันแสนสุขสำหรับทุก ๆ ชีวิต FacebookFacebookXTwitterLINELine
ประกายดาวบนผืนทราย
บนโลกของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีดวงดาวอยู่เต็มผืนทราย เหล่าสะเก็ดดาวเม็ดเล็กๆ ที่เคยอยู่ในท้องทะเลถูกซัดไปตามเกลียวคลื่นจนกระจัดกระจายขึ้นมาอยู่บนชายฝั่ง แล้วเหตุใดดวงดาวที่ควรอยู่บนท้องฟ้ากลับลงมาให้เราพบเจอได้ที่หาดทรายกันล่ะ เมื่อไปถึงเกาะทาเกะโทมิ ประเทศญี่ปุ่น เราจะได้พบชายหาดที่มีชื่อว่า หาดทรายรูปดาว โดยชื่อนี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างของชายหาด แต่หมายถึงทรายเม็ดเล็ก ๆ ของที่แห่งนั้นต่างหาก เมื่อลองมองดูดี ๆ เราจะพบว่าเม็ดทรายในบริเวณหาดนี้ไม่ได้มีรูปทรงเป็นวงกลมหรือวงรีเหมือนกันทั้งหมด แต่บางเม็ดกลับมีแฉกหนามมากมายยื่นออกมาทำให้ดูคล้ายรูปทรงของดวงดาว และไม่ใช่แค่รูปร่างที่แตกต่างกับทรายทั่วไป แต่รวมไปถึงองค์ประกอบเองก็ไม่เหมือนกันด้วย เม็ดทรายรูปดาวเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ใช่ก้อนหิน แต่พวกมันเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตมาก่อน กล่าวคือพวกมันเป็นโครงสร้างแข็งภายนอก (Exoskeleton) หรือก็คือเปลือกที่ใช้ห่อหุ้มร่างกายของโปรโทซัว Baculogypsina sphaerulata ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Foraminifera มีขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 1.5×35 มิลลิเมตร ตัวเปลือกสร้างขึ้นจากแคลเซียมคาร์บอเนตหรือหินปูน (Calcium carbonate : CaCO3) ซึ่งต่างจากเม็ดทรายที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกา (Silica : SiO2) บริเวณพื้นผิวของเปลือกมีรูพรุนมากมายซึ่งจะเป็นช่องผ่านของเท้าเทียม (Pseudopodia) ที่ช่วยให้โปรโทซัวสามารถเคลื่อนที ยึดเกาะบนพื้นทราย ใช้จับกับวัตถุใต้ทะเล และใช้ในการล่าเหยื่อ โดยพวกมันสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าตัวมันเอง โปรโทซัวชนิดนี้ส่วนมากอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นท้องน้ำ (Benthic zone) และตามแนวปะการังในมหาสมุทรแปซิฟิกของเอเชียตะวันออก เมื่อตัวโปรโทซัวตายไป เปลือกของพวกมันจะยังคงอยู่และถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่ง ทำให้ซากเปลือกหินปูนเหล่านี้ปะปนอยู่กับทรายบนชายหาดนั่นเอง Foraminifera ยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์ และมีรูปร่างที่แตกต่างกันไป […]
การเคี้ยวเอื้อง คือการเคี้ยวอย่างไร?
เคี้ยวเอื้องเป็นคำที่หลายคนมักคุ้นหูและเคยได้ยินกันมาบ้างว่า “มัวแต่เคี้ยวเอื้องเดี๋ยวไม่ทันกิน” ทำให้หลายคนก็คงแอบสงสัยว่าเคี้ยวเอื้องคือการเคี้ยวอย่างไร ใช่การกินอาหารช้าหรือไม่ แท้จริงแล้วการเคี้ยวเอื้องนั้นไม่ใช่การเคี้ยวช้า ๆ แต่อย่างใด การเคี้ยวเอื้องนั้นก็คือส่วนหนึ่งในกลไกการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องนั่นเอง สัตว์กลุ่ม Ruminant หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับ Artiodactyla และเป็นสัตว์ที่กินพืชที่มีระบบทางเดินอาหารซับซ้อนกว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว โดยเฉพาะส่วนของกระเพาะอาหารที่มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่และแบ่งออกเป็น 4 ส่วนการย่อยอาหารจะเริ่มเคี้ยวแบบหยาบ ๆ แล้วส่งไปย่อยอาหารให้นุ่มก่อนในกระเพาะอาหารส่วนแรก ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียเป็นหลัก จากนั้นจึงสำรอกเอาอาหารที่ย่อยแล้วครึ่งหนึ่งออกมา เรียกว่า เอื้อง (cud) แล้วค่อย ๆ เคี้ยวอีกครั้ง กระบวนการเคี้ยวเอื้องอีกครั้งนี้มีเพื่อย่อยสลายสารที่มีอยู่ในพืชและกระตุ้นการย่อยอาหาร เรียกว่า “การเคี้ยวเอื้อง” (ruminating) สัตว์กลุ่มที่พบกระบวนการดังกล่าวนี้จึงถูกเรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยพบว่าโคใช้เวลาในการเคี้ยวเอื้อง 1 ใน 3 ของวัน หรือใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำการเคี้ยวเอื้องให้อาหารมีขนาดเล็กลง ส่วนสัตว์กินพืชทั่วไปเช่น หมู กระต่าย จะมีกระเพาะเดี่ยวเช่นเดียวกับคน ซึ่งจะมีการเคี้ยวอาหารจนละเอียดแล้วส่งต่อไปยังกระเพาะมีเพียงเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารเท่านั้น กระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ รูเมน (Rumen) หรือ กระเพาะผ้าขี้ริ้ว ลักษณะมีขนาดใหญ่ผนังภายในมีลักษณะเป็นตุ่มขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารถ่ายเทอาหารไปมากับส่วนเรติคิวลัม และมีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยเซลลูโลสให้เป็นกลูโคส (Glucose) ที่ไม่พบในคน เรติคิวลัม […]

