ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
MRE คืออะไร?
ในแง่ของปัจจัยสี่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหารจัดเป็นปัจจัยสำคัญสุดข้อแรก สรรพชีวิตทุกสายพันธุ์บนโลกล้วนเจริญเติบโตขึ้นมาได้ด้วยอาหาร สำหรับนักรบแล้วในขณะที่มีการรบอาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นสุด ผลแพ้ชนะในศึกใดก็ตาล้วนขึ้นอยู่กับอาหาร ครั้งหนึ่ง นโปเลียน โบนาปาร์ต จอมกษัตริย์ผู้ลือนามแห่งฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะถ้าเหล่าทหารหิวโหยจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาสู้รบ” สมัยก่อนทหารที่จะออกรบก็จะต้องเตรียมอาหารแห้งอย่างเนื้อเค็ม และขนมปังติดตัวไปด้วย ในยุคต่อมาได้พัฒนาเป็นอาหารกระป้อง แต่ด้วยน้ำหนักที่มากทำให้มีการคิดค้นอาหารพร้อมทานที่มีน้ำหนักเบาพกง่ายจึงเกิดเป็น MRE ที่ย่อมาจาก Meal Ready to Eat หรือที่คนไทยเรียกกันกว่า “อาหารสนาม” ในปัจจุบัน MRE ไม่ได้ใช้แค่ในวงการทหารเท่านั้น แต่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป สำหรับคนที่ชอบแอดเวนเจอร์เดินเข้าป่าแต่ไม่สะดวกแบกอุปกรณ์วัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำอาหารเอง คุณสมบัติของ MRE 1 มื้อ ให้พลังงานสูงถึง 1,250 กิโลแคลลอรี่ โดยมีโปรตีน 13% ไขมัน 36% และคารโบไฮเดรต 51% รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ เก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี และยังคงรสชาติเดิมไว้ (ในอุณหภูมิไม่เกิน 26 องศาเซลเซียส) ปริมาณฟเบอร์ในอาหารจะต่ำกว่าอาหารปกติ (อยู่กลางป่าคงไม่มีห้องน้ำ) แพคเกจป้องกันความชื้นและกันแสง ใน […]
แก้วตาเสือ (Tiger’s eye) ได้มาจากแก้วตาของเสือจริงหรือไม่
หินสีสวย เล่นแสงเหลือบวับวาวดูลึกลับมีพลังอำนาจข่มขวัญลายคล้ายนัยน์ตาของเสือ ด้วยลักษณะเด่นที่แตกต่างจากหินและแร่ทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับ ทำเครื่องรางนำโชคตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แก้วตาเสือ..ชื่อนี้มีที่มา แก้วตาเสือ มีสมบัติทั่วไปคล้ายแร่ควอตซ์ทุกประการ มีส่วนประกอบทางเคมี คือ SiO2 ความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล มีความถ่วงจำเพาะ 2.65 โปร่งใสถึงโปร่งแสง มีความวาวแบบแก้ว บางครั้งอาจพบว่ามีความวาวคล้ายน้ำมันหรือยางสน เป็นต้น มักพบสีเหลืองแกมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดง บางครั้งพบสีน้ำเงินอีกด้วย แก้วตาเสือ หรือ Tiger’s eye เกิดจากการที่แร่ควอตซ์เข้าไปแทนที่แร่โครซิโดไลต์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นเสี้ยน โดยรูปร่างภายนอกของผลึกแร่ยังคงสภาพเดิมทุกประการ ซึ่งการแทนที่ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สัณฐานเทียม หรือ Pseudomorph ทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบพราวเป็นแถบคล้ายเส้นไหม ปรากฏการณ์เหลือบแสงเช่นนี้เรียกว่า chatoyancy หรือ chatoyance หรือ cat’s eye effect ซึ่งสามารถพบได้ในแร่ที่มีโครงสร้างแบบเสี้ยน ซึ่งจากการที่แร่มีผลึกเรียงตัวในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบนี้ เมื่อมีแสงตกกระทบจึงทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบเป็นแนวดังกล่าวเช่น การเหลือบแสงของพลอยตาแมวพบในแร่คริโซเบอริล (Chrysoberyl) และการเหลือบแสงของหินแก้วตาเสือพบในแร่โครซิโดไลต์ (Crocidolite) เป็นต้น จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นของหินแก้วตาเสือ ประกอบกับสีสันและลักษณะภายนอกที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมดุดันคล้ายกับแววตาของเสือที่จับจ้องเหยื่อ จึงทำให้ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับต่าง ๆ เพื่อเอาใจนักสะสมหาไว้มาประดับสะสมตามความชอบ เช่น […]
พฤติกรรมชวนสงสัยของสุนัข
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่าสุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีวิวัฒนาการในการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พร้อมทั้งมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและมีความสามารถที่โดดเด่นทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มนุษย์นิยมเลี้ยงมาก แต่ในการเลี้ยงสุนัขนั้นต้องการความเอาใจใส่และความเข้าใจเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายพฤติกรรมสุนัขที่หลายคนไม่เข้าใจตามหลักชีววิทยาให้คนรักสุนัขได้เข้าใจสัตว์เลี้ยงของคุณได้มากยิ่งขึ้น มาพูดกันถึงพฤติกรรมอันน่าสงสัยอย่างแรก คือ ทำไมสุนัขถึงเล่นได้ตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายของสุนัขนั้น จะต้องบอกเลยว่าสุนัขนั้นมีความแข็งแรงว่องไวเป็นอย่างมาก เพราะสุนัขมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และระบบหมุนเวียนเลือดที่ช่วยในการวิ่ง ทำให้สามารถวิ่งได้เป็นเวลานาน นี่คือเหตุผลที่สุนัขสามารถเล่นซนได้ทั้งวัน และวิธีที่จะช่วยได้ คือ การพาออกไปวิ่งหรือเดินออกกำลัง เพื่อลดพลังงานที่มีจำนวนมากให้ลดน้อยลง และสิ่งที่คนเลี้ยงสุนัขต้องเจอนั่นก็คือ การเห่า (Barking) การร้องคราง (Whine) และการคำราม (Growl) ซึ่งสุนัขจะใช้การเห่าเป็นการส่งเสียงบอกความเป็นเจ้าของในเขตแดนหรือพื้นที่ของตนเอง ใช้การร้องครางในการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของหรือจากแม่ของมัน และสุนัขจะคำรามบ่งบอกถึงความก้าวร้าว อย่างเช่นเมื่อถูกคุกคามหรือถูกแย่งอาหารไป อีกพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าทำไมสุนัขของคุณจะวิ่งไปดมทุกสิ่งทุกอย่าง ดมจนทั่วบริเวณเลยทีเดียวหรือแม้แต่เวลาเจอสุนัขตัวอื่นก็จะเห็นได้ว่าสุนัขจะดมบริเวณก้นของสุนัขอีกตัว เนื่องจากสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวมากโดยเฉพาะการดมกลิ่น ภายในจมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นที่เรียกว่า Olfactory cells อยู่จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถรับกลิ่นได้ไวมากกว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า เซลล์เหล่านี้จะอยู่ตามผิวภายในโพรงจมูก ซึ่งสุนัขจะใช้กลิ่นในการสื่อสาร รับและจดจำข้อมูล ส่งสัญญาณเตือนภัย หรือแสดงอาณาเขต เปรียบได้ว่าสุนัขรับรู้และมองเห็นโลกภายนอกผ่านจมูกนั่นเอง มนุษย์จึงนำความสามารถใช้การรับกลิ่นของสุนัขในภารกิจต่าง ๆ เช่น ใช้สุนัขติดตามค้นหาบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ค้นหายาเสพติด หรือวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น พฤติกรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยคือ การเอียงหัวหรือยกหู เพราะหูของสุนัขนั้นมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มากกว่าในหูของมนุษย์ถึงสี่เท่า […]
มีอะไรอยู่ใน…สับปะรด : แค่ผลไม้รสเปรี้ยวจริงหรือ?
หากใครที่เคยรับประทานสับปะรดแบบผลสด นอกจากรสเปรี้ยวอมหวานที่หลาย ๆ คน ชื่นชอบกันแล้ว สำหรับบางคนอาจจะมีอาการ คัน แสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณลิ้น ขณะหรือหลังรับประทานสับปะรด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่ ? วันนี้จะพามารู้จักเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้องในสับปะรดกัน สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เนื่องจากมีกรดซิตริก และกรดมาลิก เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้สับปะรดมีรสเปรี้ยว ซึ่งกรดซิตริกสามารถพบได้ทั่วไปในพืชตระกูลส้มและผลไม้หลาย ๆ ชนิด เช่น ส้ม มะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในสับปะรด ยังพบเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า บรอมมีเลน (Bromelain) อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของสับปะรด แต่พบปริมาณมากบริเวณแกนกลางผล มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน เมื่อเรารับประทานสับปะรดเข้าไปลิ้นของเราซึ่งมีโปรตีนธรรมชาติเคลือบอยู่ เอนไซม์ชนิดนี้จะทำการย่อยสลายโปรตีนที่ลิ้นของเราไปด้วย นั่นจึงทำให้บริเวณลิ้นเกิดการระคายเคือง รู้สึกแสบ คันได้ หลังจากนั้นลิ้นจะสร้างโปรตีนใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้สับปะรดยังมีแร่ธาตุ วิตามินซี วิตามินบี 2 ,3, 5 กรดโฟลิก แคลเซียม และอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งสับปะรดมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ปัสสาวะขัด […]

