
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ดอกบานชื่น ดอกไม้สีสันสดใส สะดุดตา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้านเรือน ในกระถาง ริมรั้วหรือตามทางเท้าเพื่อความสวยงาม มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและในแถบอเมริกากลาง เป็นไม้ดอกล้มลุกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zinnia violacea Cav. และมีชื่อสามัญว่า Zinnia (ดอกซินเนีย) ปัจจุบันบานชื่นได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้มีหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่หลากหลายสี เช่น สีแดง ชมพู ส้ม เหลือง ขาว ม่วง และอื่น ๆ แต่ไม่มีกลิ่นหอม ลักษณะลำต้นสูงประมาณ 20 – 120 ซม. ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ลำต้นและใบมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรี ดอกเป็นช่อกระจุก มีแบบชั้นเดียวและแบบดอกซ้อนทับกันหลายชั้น กลีบดอกวงนอกมีสีต่าง ๆ ส่วนกลีบดอกวงในเป็นรูปหลอดสีเหลือง เกสรตัวผู้และตัวเมียมีขนาดเล็ก ดอกบานชื่นที่เป็นสายพันธุ์เก่า ลักษณะของดอกจะบานไม่พร้อมกัน ทำให้ต้นเดียวมีทั้งดอกใหม่และดอกโรย จึงมีชื่อเรียกว่า “Youth-and-old-age” บานชื่นเป็นไม้ดอกที่เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้งรับแสงแดดโดยตรงได้ตลอดทั้งวัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศเย็นและอุณหภูมิต่ำจะทำให้ได้ต้นไม้ที่มีคุณภาพดี ดอกใหญ่ สีเข้มกว่าในช่วงฤดูอื่น ๆ เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด แม้ต้นบานชื่นจะปลูกง่าย แต่มีข้อจำกัดคือเป็นไม้ที่มีอายุสั้น จึงต้องหมั่นเก็บเมล็ดไว้เพาะพันธุ์เสมอ […]
อาหารอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต โดยการย่อยสลายอาหาร ทำให้สารเกิดการหมุนเวียนในระบบนิเวศ ราที่เราเห็นบนอาหาร เกิดจากสปอร์ของราที่มีขนาดเล็ก ลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แล้วตกลงบนอาหาร ที่มีความชื้นและสภาวะที่เหมาะสม ราจะเริ่มเจริญเติบโต สร้างใยรา (hyphae) ออกมา ซึ่งเหมือนกับรากที่ยึดพื้นผิวนั้นไว้ และปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารแล้วดูดซึมกลับ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างสปอร์เพื่อแพร่กระจายออกไปบริเวณรอบ ๆ ได้มากขึ้น ทำให้มันแพร่กระจายตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ราบางชนิดสามารถใช้เวลาย่อยสลายอาหารได้ภายใน 12 – 24 ชั่วโมง แต่ในบางชนิดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ เราไม่สามารถมองเห็นสปอร์ของราที่ตกลงบนอาหารได้ แต่เราจะเริ่มมองเห็นราก็ต่อเมื่อราเริ่มเจริญเติบโตสร้างใยรา (hyphae) ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อน ๆ เรียกว่า กลุ่มใยรา (mycelium) เจริญเติบโตฝังรากลึกลงไปมากแล้ว ดังนั้นกว่าเราจะรู้ว่าราขึ้นบนอาหาร ก็สายไปแล้วเพราะเชื้อราได้ครอบครองอาหารของเราไปหมดแล้ว เราจะทำอย่างไรกับอาหารที่ขึ้นรานี้ ควรกินหรือควรทิ้ง… หลายคนอาจคิดว่า ถ้าให้ความร้อนกับอาหารจะสามารถทำลายเชื้อราได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงราจะไวต่อความร้อนและสามารถถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 – 70°C แต่ราบางชนิดมีการสร้างสปอร์ที่ทนกับความร้อนสูงไม่สามารถทำลายโดยความร้อนได้ และยังคงมีสารพิษจากเชื้อรา (mycotoxins) ที่ราสร้างขึ้นมากระจายอยู่ทั่วในอาหาร ไม่สามารถทำลายออกไปได้ […]
โลกของเรามีพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทรายมากกว่า 1 ใน 5 ของพื้นโลก ทะเลทราย คือ พื้นที่ที่เป็นทรายกว้างใหญ่ มีอากาศร้อน แห้งแล้ง และมีฝนตกน้อยมาก โดยมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเลทราย คือ สายพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้งเท่านั้น สิ่งมีชีวิตในทะเลทรายมีการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศเพื่อความอยู่รอด สัตว์ในทะเลทรายส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางคืนและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น เต่าทะเลทรายจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน หรือ อูฐ ที่อยู่ในทะเลทรายได้โดยไม่ต้องกินอาหารหรือน้ำนานถึง 2 สัปดาห์ เพราะสะสมไขมันไว้ในหนอก และร่างกายเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี หรือ หมาจิ้งจอกทะเลทราย ที่มีขนอุ้งเท้าหนาสำหรับใช้เดินบนพื้นทรายที่ร้อนระอุ ขนสีน้ำตาลของมันเหมือนสีของทรายช่วยพรางตัวจากศัตรู และยังทำหน้าที่สะท้อนความร้อนจากแสงแดด ไม่มีพืชชนิดใดอยู่รอดได้ถ้าขาดน้ำ พืชจึงต้องดิ้นรนเพื่อให้มีน้ำเก็บสะสมอยู่มากพอกับความต้องการ พืชทะเลทรายเกือบทุกชนิดเก็บสะสมน้ำไว้ในลำต้นและใบ พวกมันจึงมีรูปร่างพิเศษกว่าต้นไม้ทั่วไป เช่น กระบองเพชร มีลำต้นอวบใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ในลำต้น มันปรับเปลี่ยนใบให้เป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำ และมีรากยาวชอนไชลงสู่ชั้นใต้ดินเพื่อหาแหล่งน้ำ หรือ ต้นครีโอโสต (creosote) ที่ใบของมันจะเหี่ยวแห้งคาต้นในฤดูแล้ง ทำให้ดูเหมือนต้นไม้ที่ตายแล้ว แต่ในหน้าฝนมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาสดชื่นใหม่อีกครั้ง แม้ทะเลทรายจะมีสภาพโหดร้ายสักเพียงใด ธรรมชาติก็ยังสร้างสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่มีความสามารถในการปรับตัวด้านรูปร่างลักษณะ การปรับตัวด้านสรีระ และการปรับตัวด้านพฤติกรรม เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ท่ามกลางความร้อนจัดและแห้งแล้งนั้น อ้างอิง มารู้จักทะเลทราย […]
มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมน้ำทะเลที่เห็นจึงมีสีฟ้า บ้างก็มีสีเขียว หรือสีน้ำเงินเข้ม แต่เมื่อเราใช้แก้วน้ำตักน้ำทะเลขึ้นมา กลับมีสีใสเหมือนน้ำที่เราใช้ดื่มหรือใช้อาบในทุกวัน ไม่ได้มีสีสันสวยงามเหมือนที่เรามองเห็นเลยแม้แต่น้อย ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์การกระเจิงแสง โดยการที่เราสามารถมองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ ได้นั้น เกิดจากแสงที่มีแหล่งกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ตกกระทบกับพื้นผิวน้ำหรือสิ่งของต่าง ๆ แล้วแสงนั้นสะท้อนมายังดวงตา จึงทำให้เรามองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำ เมื่อแสงที่มีช่วงคลื่นของสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่มีความยาวคลื่นสั้นตกกระทบกับน้ำ จะเกิดการกระเจิงหรือการแพร่กระจายของแสงในน้ำได้ดีที่สุดและถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้น้อย ต่างจากช่วงแสงสีแดงที่จะถูกดูดกลืนไว้ได้มาก และช่วงแสงสีเขียวรองลงมา เมื่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน แสงทั้งสองสีนี้จึงหายไปได้ง่ายเมื่อลงสู่น้ำ สีน้ำทะเลที่ปรากฏออกมาให้เห็นจึงเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินนั่นเอง แต่แล้วทำไมน้ำทะเลบางที่ถึงมีสีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้เกิดจากความตื้นและลึกของน้ำทะเล และสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำทะเล การที่น้ำในทะเลลึกอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินมาก จะมีสิ่งเจือปนต่าง ๆ อยู่น้อย น้ำในบริเวณนี้จะใสมากและเกิดการดูดกลืนแสงสีแดงและแสงสีเขียวอย่างสมบูรณ์ จึงเห็นเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มเท่านั้นที่กระเจิงได้ดีและโดดเด่นขึ้นมา ต่างจากบริเวณชายฝั่งที่มีสิ่งเจือปนอยู่มาก สีของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งจึงมีสีที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปตามสีของสิ่งเจือปนนั้น ๆ แต่สำหรับทะเลบางที่ที่มีสีเขียว จะแสดงถึงทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยแพลงก์ตอนพืช ซึ่งแพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีเขียวออกมาแทน จึงทำให้น้ำทะเลมีสีเขียวสวยงาม อ้างอิง https://bit.ly/2YlqVOChttps://bit.ly/3Fn3aH FacebookFacebookXTwitterLINELine
