
เมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่

เมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
เมื่อสัญชาตญาณการรับรู้การเปลี่ยนแปลงรอบตัว บ่งบอกถึงฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนผ่าน ในทุก ๆ ปี เหล่านกที่อยู่ในเขตอบอุ่นเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับลมหนาวที่กำลังจะมาถึง ในแหล่งอาศัยที่มีสภาพอากาศที่เลวร้ายและอาหารกำลังจะหมดลงในไม่ช้า มีความจำเป็นต้องหาที่อยู่และแหล่งอาหารใหม่ เพื่อที่จะให้พอใช้ชีวิตอยู่ตลอดช่วงฤดูหนาว จากสภาพแวดล้อมและความกดดันของสภาพอากาศเหล่านี้ ทำให้นกตัดสินใจที่จะเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่หรือที่เรียกว่า “การอพยพ” ซึ่งหลังจากหมดช่วงเวลาการอพยพ นกก็จะกลับมายังรังหรือแหล่งอาศัยเดิมที่มันจากมา เส้นทางการอพยพไปยังเป้าหมายนั้นไกลแสนไกลเป็นหลายร้อยกิโลเมตรอาจจะทำให้มันบินออกนอกเส้นทางได้ นกจึงมีเครื่องมือช่วยให้มันสามารถไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการเดินทางของคนที่ต้องใช้ระบบนำทางอย่าง GPS ระบบนำทางนกนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Orientation และ Navigation ซึ่งดูเหมือนว่าคำสองคำนี้อาจจะคล้ายกัน แต่ความหมายของทั้งสองคำนี้แตกต่างกัน โดย Orientation เหมือนกับเข็มทิศ ส่วน Navigation เหมือนกับแผนที่ โดยนกจะมีทั้งเข็มทิศและแผนที่ ซึ่งนกจะหาจุดอ้างอิงไม่ให้หลุดออกจากเส้นทางการบินอพยพ โดยสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ครอบคลุมพื้นที่การบินของนกสามารถเห็นได้ง่าย เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ สนามแม่เหล็กโลก นอกจากนี้ยังมีอย่างอื่นที่นกใช้เป็นตัวบอกทิศ เช่น ดาวบนฟ้า กลิ่น เสียง เป็นต้น ตัวอย่างของจุดอ้างอิงที่ใช้เป็นเข็มทิศ 1. สนามแม่เหล็ก (Magnetic field) นกสามารถรับรู้สนามแม่เหล็กจากโปรตีนที่ชื่อว่า คริพโตโครม (Cryptochrome) ในตาของนก โดยแสงไปกระตุ้นอิเล็กตรอนตัวหนึ่งในโมเลกุลของคริพโตโครมและส่งสัญญาณไปยังระบบประสาท ทำให้สามารถตรวจจับสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งอวัยวะที่รับรู้สนามแม่เหล็กนี้ไม่ได้มีแต่ในตาเท่านั้น นกบางชนิดมีสัมผัสพิเศษนี้อยู่ที่บริเวณขอบจะงอยปากและในรูจมูก […]
นิทรรศการพลังวิทย์พิชิตยาเสพติด (Anti – Drug Exhibition) จัดแสดงที่ชั้น 1 อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดในด้านวิทยาศาสตร์ เป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ โดยใช้สื่อประสบการณ์จำลองกระตุ้นให้เกิดคำถาม และทดลอง นำไปสู่คำตอบ ผู้ชมมีส่วนร่วมในนิทรรศการในรูปแบบ Interactive เพื่อให้เยาวชนมีภูมิคุ้มกัน และรู้เท่าทันอันตรายของยาเสพติด โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ดังนี้ โซนที่ 1 : ภัยร้ายใกล้ตัว เพื่อให้เยาวชนรู้ทันอันตรายของยาเสพติดที่มาในรูปแบบต่าง ๆ โซนที่ 2 : รู้จักเพื่อรู้หลีก เพื่อให้เยาวชนรู้จักประเภทและชนิดของยาเสพติด โซนที่ 3 : ยาเสพติดมีฤทธิ์ร้าย เพื่อให้เยาวชนมีความเข้าใจภาวะของผู้ติดยาเสพติด และผลเสียต่อชีวิตและสังคม โซนที่ 4 : กลับตัวกลับใจ สังคมให้อภัย เพื่อให้เยาวชนถึงการป้องกัน และการบำบัดยาเสพติด FacebookFacebookXTwitterLINELine
โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิงหรือไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เป็นโรคที่ใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใสแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับมีตุ่มผื่นตุ่มหนองทั่วตัว และต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากไวรัส Othopoxvirus ซึ่งเป็นไวรัสที่เกิดโดยธรรมชาติ พบในตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ โรคฝีดาษลิงมีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นโรคที่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิง พบที่แรกในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ใช้ลิงในการทดลอง โรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์แอฟริกากลางมีความรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตและสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมากซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้ โรคฝีดาษลิงติดต่อได้อย่างไร โรคฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง หรือผ่านเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา ของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค การนำซากสัตว์ที่ป่วยมาปรุงอาหาร การถูกสัตว์ป่วยข่วน และการใช้เครื่องมือที่สัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยได้อีกเช่นกัน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7–14 วัน หรืออาจนานถึง 24 วัน แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะมีโอกาสติดจากคนสู่คนได้น้อย แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้สามารถเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิต 1-10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก โรคฝีดาษลิงตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธี PCR ของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หากพบว่าเป็นโรคฝีดาษลิง สามารถรักษาโดยให้ยาต้านไวรัส […]
น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่มีความนิยมในการบริโภคทั่วโลก เนื่องจากมีน้ำตาลต่ำและอุดมไปด้วยวิตามิน และสารอาหารต่าง ๆ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โซเดียม วิตามินซี โฟเลต เป็นต้น ทำให้น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้บริโภค เพื่อควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย (electrolyte) ปัจจุบันเริ่มมีน้ำมะพร้าวที่ผ่านการแปรรูปเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น และมีหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะน้ำมะพร้าวสีชมพู หลายคนคงคิดว่าน้ำมะพร้าวสีชมพูนี้ผู้ผลิตอาจมีการเติมแต่งสีหรือใส่สารอื่น ๆ เพื่อให้มีสีสันสวยงาม แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่มีผลจากเอนไซม์ polyphenol oxidase (PPO) และสารโพลิฟีนอล (polyphenol) สามารถพบการเกิดปฏิกิริยาแบบนี้ได้ในผักและผลไม้อื่น ๆ เช่น มะม่วง แอปเปิ้ล และอะโวคาโด เมื่อผลไม้เจอกับออกซิเจนในอากาศแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหลังจากที่เราปอกผลไม้แล้วทิ้งไว้ข้างนอกนาน ๆ เรียกว่า ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ (enzymatic browning reaction) ปฏิกิริยาการเปลี่ยนสีนี้จะเกิดได้เร็วยิ่งขึ้น เมื่อมีแสงหรือความร้อนจากการฆ่าเชื้อ โดยน้ำมะพร้าวที่มักจะเปลี่ยนสีมักเกิดกับมะพร้าวอ่อนที่มีอายุประมาณ 7 – 8 เดือน มากกว่ามะพร้าวแก่ที่มีอายุประมาณ 9 – […]
หากพูดถึงการวิ่งบนผิวน้ำแล้ว เรามักนึกถึงวิชานินจาวิ่งบนผิวน้ำในภาพยนตร์หรือการ์ตูนบางเรื่อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะวิ่งบนผิวน้ำได้ แต่ใครจะรู้ว่ามีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่สำเร็จเคล็ดลับวิชานี้ กิ้งก่าบาซิลลิสก์ (Basilisk lizard – ชื่อวิทยาศาสตร์ Basiliscus basiliscus) เป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภท กิ้งก่า ที่อยู่ในสกุล Basiliscus เป็นกิ้งก่าที่มีขนาดกลาง มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 70 – 75 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 80 กรัม โดยตัวเต็มวัยมีความยาวจากหัวถึงปลายหางได้ถึง 80 เซนติเมตร กิ้งก่าบาซิลลิสก์จะมีเกล็ดห่อหุ้มลำตัวเป็นสีเขียว ขาว น้ำตาลและดำ สีส่วนใหญ่ของพวกมันจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่ และสามารถปรับสีของเกล็ดเพื่อการพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ด้วย ความสามารถพิเศษของกิ้งก่าบาซิลลิสก์ คือ สามารถวิ่งบนผิวน้ำได้ พวกมันจะใช้ขาคู่หลังเปลี่ยนสลับก้าวด้วยความเร็ว 0.052 วินาที ซึ่งเมื่อเท้าของมันกระแทกลงบนผิวน้ำจะเกิดแรงพยุงตัว แรงต้านทาน และแรงลอยตัวจากอากาศขึ้น และก่อนที่แรงเหล่านี้จะหมดลง กิ้งก่าบาซิลลิสก์จะสลับเท้าอีกข้างลงน้ำในลักษณะเดียวกัน เกิดแรงทั้งสามขึ้นเช่นเดิม ทำให้มันวิ่งต่อเนื่องบนผิวน้ำได้ นี่คือเคล็ดลับวิชาวิ่งบนผิวน้ำของกิ้งก่าบาซิลลิสก์ หากมนุษย์จะทำบ้างคงต้องใช้ความเร็วที่สูงมาก โดยนักวิจัยได้คำนวณไว้ว่า ถ้าผู้ชายหนัก 80 กิโลกรัมจะวิ่งไปบนผิวน้ำได้นั้นต้องวิ่งให้ความเร็วถึง 106 กิโลเมตรต่อชั่วโมง […]
