
ตามที่ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 เป็นวันวิ
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึ

ตามที่ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 เป็นวันวิ
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึ
นกแสกเป็นนกที่ออกหากินในตอนกลางคืน (Nocturnal animal) โดยนกแสกจะมีพฤติกรรมการล่าหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กด้วยวิธีการการซุ่มโจมตี ในค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารของนกแสกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเหยื่อจะว่องไว และซ่อนตัวภายใต้พื้นหญ้ารกทึบแค่ไหนก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของนกแสก แล้วทุกคนสงสัยไหมว่านกแสกใช้ชีวิตในค่ำคืนที่ไร้แสงสว่างได้อย่างไร ก็เพราะว่านกแสกนั้นมีการปรับตัวและมีวิธีการออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืนดังต่อไปนี้ มองเห็นได้ดีในที่มืด เนื่องจากภายในดวงตาจะมีจอรับภาพที่เรียกว่า จอประสาทตา (Retina) เมื่อแสงตกกระทบเซลล์ภายในจอประสาทตา ทำหน้าที่รับรูปทรงและสีของวัตถุที่มองส่งไปยังสมอง โดยจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์รูปแท่ง ที่ทำงานได้ดีในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย และรับการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่มองเห็นสีได้เพียงสีขาวกับสีดำ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเรียกว่า เซลล์รูปกรวย จะทำงานได้ดีในที่มีแสงมาก สามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้ แต่จะทำงานไม่ได้เมื่อไม่มีแสงหรือทำงานได้ไม่ดีในที่แสงสลัว นกแสกมีทั้งสองเซลล์แต่เซลล์รูปแท่งจะมีมากกว่า ซึ่งสามารถมองเห็นเหยื่อในที่แสงสลัว นอกจากนี้เนื้อเยื่อพิเศษที่อยู่หลังเรตินาที่เรียกว่า Tapetum lucidum ซึ่งเหมือนกระจกสะท้อนแสงที่จะสะท้อนแสงกลับเข้าไปในจอประสาทตาอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนที่ช่วยการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น เราจึงเห็นตาของสัตว์เหล่านี้สะท้อนแสงออกมาจากดวงตา สายตามองได้กว้างไกล นกแสกมีตาทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าเหมือนมนุษย์ ทำให้มองเห็นวัตถุพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (Binocular vision) ภาพจึงมีความกว้าง ความยาวและความลึก หรือที่เรียกว่าภาพสามมิติ ทำให้รู้ระยะทางของเหยื่อได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนกที่มีตาอยู่ด้านข้าง (Monocular vision) จะมีมุมการมองเห็นภาพสามมิติน้อยกว่า ข้อจำกัดของตานกแสกคือไม่สามารถกลอกลูกตาได้ จึงอาศัยอวัยวะอย่างคอที่มีกระดูกคอมากกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ใช้แทนการกลอกของลูกตาจึงสามารถหันหัวได้ 270 องศา มีหูดีช่วยระบุตำแหน่งเหยื่อ ถึงแม้ว่าตาจะมีความสามารถมองเห็นในที่มืดได้ […]
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสนิทรรศการ “วิทย์ในวิถีภูมิปัญญา” ที่จะพาไปค้นพบว่าภูมิปัญญาไทยไม่ได้เป็นเพียงงานหัตถกรรมหรือวิถีชีวิต แต่ยังมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอน ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจจากภูมิปัญญาหลากหลายแขนง อาทิ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ปัจจุบันด้วยภาวะโรคระบาด ภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ส่งผลให้คนมีความเครียดจนก่อเกิดอาการนอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ พักผ่อนไม่เพียงพอ จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต บางคนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมยังไม่สามารถช่วยให้นอนหลับได้จึงเลือกที่จะใช้ตัวช่วยโดยการรับประทานยาหรือฮอร์โมนทดแทนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหานอนไม่หลับ ฮอร์โมนนั้นคือเมลาโทนิน เมลาโทนินคืออะไรนะ ? เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่สังเคราะห์มาจากกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ต่อมไพเนียล (pineal gland) ในสมอง โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้นให้หลั่งเมลาโทนินเข้าสู่กระแสเลือดและจะหยุดหลั่งเมื่อเจอแสงสว่าง โดยร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนินออกมาตั้งแต่ช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินทำให้คนเรารู้สึกง่วงและระดับฮอร์โมนเมลาโทนินจะคงอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 10 – 60 พิโคกรัมต่อมิลลิตร (pg/mL) ติดต่อกัน 12 ชั่วโมง ก่อนที่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินจะลดลงตอนเช้า จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 9.00 น. ระดับเมลาโทนินในร่างกายจะลดต่ำลงจนวัดระดับไม่ได้ เมลาโทนินเหมาะกับใคร ? เนื่องจากเมลาโทนินมีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยในการคงการหลับ (maintain sleep) ซึ่งจะทำให้ง่วงหรือหลับเร็วจึงเหมาะกับกลุ่มคนดังต่อไปนี้ บุคคลที่มีอาการนอนหลับผิดเวลา หรือ delayed sleep phase syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติด้านการนอนหลับ คือไม่สามารถนอนหลับได้ก่อนเวลา 2.00 น. และมักมีปัญหาในการตื่นนอนตอนเช้า บุคคลที่เป็นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) […]
คุณเคยมีประสบการณ์รู้สึกราวกับว่าเคยอยู่ในเหตุการณ์ สถานที่ หรือบทสนทนาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ถ้าเคยผู้คนมักเรียกอาการนี้ว่า “เดจาวู” โดยอาการเดจาวูคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้ คำว่า “เดจาวู” (Déjà vu) มาจากภาษาฝรั่งเศส ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ L’Avenir des science psychiques โดย เอมีล บัวรัค (Emile Boirac) นักปรจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่ง “เดจาวู” คือ อาการที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอมาแล้ว เป็นประสบการณ์ทางจิต สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่น ซึ่งปรากฏการณ์นี้มักถูกมองเป็นเรื่องปริศนาเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถหาข้อเท็จจริงมายืนยันได้ แต่นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายการเกิดปรากฏการณ์เดจาวู โดยอ้างอิงจากทฤษฎี ดังนี้ 1. การเดินทาง โดยเดจาวูมักเกี่ยวข้องกับสถานที่ และผู้คนส่วนมากมักมีความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาค่อนข้างรุนแรงทั้งที่ไปยังสถานที่นี้เป็นครั้งแรก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสถานที่ที่เราไม่รู้จักมักจะกระตุ้น “ความขัดแย้ง” ในความรู้สึกนึกคิด ว่ามีบางอย่างที่เราคุ้นเคยกับความตะหนักว่าสิ่งที่พบเจอนั้นไม่ใช่ความทรงจำ 2. การเรียกคืนหน่วยความจำ จากงานวิจัยที่จัดทำขึ้นโดย Anne Cleary นักวิจัยเดจาวูและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Colorado State University สนับสนุนทฤษฎีนี้ โดยหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเดจาวูนั้นเกิดขึ้นได้ […]
มีสำนวนมากมายที่กล่าวเปรียบเปรยทองคำกับคนที่มีบุคลิกหรือลักษณะต่าง ๆ เช่น ทองเนื้อเก้า ทองแท้ย่อมทนไฟ ทองไม่รู้ร้อน อย่าเอาทองไปลู่กระเบื้อง เป็นต้น สำนวนเหล่านี้มีที่มา… ทองคำ เป็นแร่โลหะตามธรรมชาติ มีองค์ประกอบทางเคมีคือ Au มีจุดหลอมเหลวที่ 1,064 °C จุดเดือดที่ 2,701 °C สีผิวและสีผงมีสีเหลืองทอง มีความหนักมือเนื่องจากมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงถึง 15-19 ขึ้นอยู่กับมลทินที่ปะปนแล้ว มีความแข็งที่ประมาณ 2-3 ตามโมห์สเกลไม่คงทนต่อการขูดขีด มีความอ่อนตัวจึงสามารถ ทุบเป็นแผ่นบาง ดัดและดึงเป็นเส้นได้ และสมบัติประการสำคัญ คือ มีความมันวาวสวยงามแบบโลหะ มีความคงทนไม่ผุกร่อนโดยง่าย ไม่เป็นสนิมแม้โดนความชื้น และเป็นแร่หายากมีต้นทุนในการผลิตสูง จึงมีมูลค่าการซื้อ–ขายสูงตามไปด้วย รวมถึงสามารถนำมาแปรรูปซ้ำหรือทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยการหลอมใหม่ได้ ดังนั้น ทองคำจึงเป็นแร่ที่มีมูลค่า สามารถเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลังระดับประเทศและสามารถใช้เป็นทุนสำรองภายในครัวเรือนได้อย่างดีอีกด้วย ด้วยมูลค่าของแร่ทองคำนี้ จึงมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามทำทองคำเลียนแบบขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้ที่ชื่นชอบทองคำให้สูญเงินกับการซื้อ–ขาย ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายทองคำจึงมีวิธีการตรวจสอบทองคำว่าเป็นของแท้หรือของเลียนแบบหลากหลายวิธี โดยอ้างอิงจากสมบัติเฉพาะของทองคำในการตรวจสอบ เช่น น้ำหนักที่สัมพันธ์กับขนาด การขูดหรือตะไบดูเนื้อในของทองคำ ใช้เครื่องมือวัดความเหนี่ยวนำไฟฟ้าตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ทอง หรือการเผาด้วยไฟ เป็นต้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการตรวจสอบทองคำด้วยการเผาไฟ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเนื่องจากอาจทำให้ทองคำเสียรูปทรงได้ เพราะการเผาด้วยเปลวไฟที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน มีโอกาสทำให้ทองคำขาดหรือหลอมได้ […]
