ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการ “การแข่งขันหุ่นยนต์ (STEM Education Robot Competition) รอบคัดเลือก ประจำปี พ.ศ. 2569”
เปิดเวทีประชันไอเดียและทักษะด้านหุ่นยนต์! ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขอเชิญนักเรียนนักศึกษา สกร. และครูที่ปรึกษา เข้าร่วมโครงการ “การแข่งขันหุ่นยนต์ (STEM Education Robot Competition) รอบคัดเลือก ประจำปี พ.ศ. 2569” ประเภทการแข่งขัน กำหนดการ ร่วมแสดงศักยภาพด้าน STEM ฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ พร้อมโอกาสก้าวสู่เวทีระดับประเทศ รายละเอียดโครงการและกำหนดการ ดูได้จากเอกสารแนบ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ช็อกโกแลตมีฝ้าขาว ๆ คล้ายเชื้อราแบบนี้กินได้มั้ยนะ?
หลาย ๆ คนคงเคยสังเกตเห็นฝ้าขาว ๆ ที่บนผิวช็อกโกแลต อาจจะไม่กล้ากินเพราะคิดว่าเป็นเชื้อรา จริง ๆแล้วเกิดจากส่วนผสมของช็อกโกแลตเปลี่ยนสภาพจากอุณหภูมิและความชื้น ทำให้มีการเรียงตัวของโมเลกุลใหม่แยกตัวออกจากเนื้อช็อกโกแลตไปอยู่ที่ผิวช็อกโกแลต เราจึงเห็นช็อกโกแลตจากเดิมที่ผิวเงาสวยกลายเป็นฝุ่นฝ้าขาว หรือลายสีน้ำตาลอ่อนบนผิวช็อกโกแลต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ เรียกว่า Chocolate Bloom ทำไมจึงเกิด Chocolate Bloom ช็อกโกแลตมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจึงสามารถเกิด Chocolate Bloom ได้จากการเก็บช็อกโกแลตที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม โดยมักเกิดเมื่อนำช็อกโกแลตที่แช่ตู้เย็นนำออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้องและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดบนพื้นผิวของช็อกโกแลต ทำให้ช็อกโกแลตไม่เงาสวยเหมือนเดิม สามารถแบ่งลักษณะการเกิด Chocolate Bloom ได้เป็น 2 กรณี คือ Sugar bloom เกิดเมื่อมีความชื้นจากการที่เรานำช็อกโกแลตจากตู้เย็นออกมาที่อุณหภูมิห้อง ความชื้นนี้ไปละลายผลึกน้ำตาลที่แยกตัวจากเนื้อช็อกโกแลตมาที่พื้นผิวจากการเปลี่ยนอุณหภูมิ เมื่อความชื้นหายไปน้ำตาลตกผลึกเห็นเป็นฝุ่นเม็ดเล็ก ๆ หรือจุดดวงขาว ๆ ที่อยู่บนผิวช็อกโกแลต Fat bloom เกิดจากการผันแปรของอุณหภูมิในการเก็บ เมื่ออุณหภูมิสูงช็อกโกแลตเกิดการละลายทำให้โมเลกุลของไขมันที่เรียงตัวเกิดการแยกตัวจัดรูปแบบใหม่ เมื่ออุณหภูมิเย็นลงช็อกโกแลตกลับมาแข็งตัวใหม่เกิดลักษณะเป็นฝ้าขาวหรือเป็นลายเส้นสีน้ำตาลอ่อนบนผิวช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่เกิด Chocolate Bloom ไม่เป็นอันตรายในการบริโภค แต่มีผลกับรสชาติและเนื้อสัมผัสของช็อกโกแลต วิธีการป้องกันการเกิด Chocolate Bloom การเก็บช็อกโกแลต – ควรเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม […]
สาหร่าย สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่รัก(ษ์) โลก
สาหร่าย (Algae) สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กเป็นเซลล์เดียว ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Microalgae) และสาหร่ายขนาดใหญ่ (Macroalgae) มีหลายเซลล์ ลักษณะเป็นเส้นสาย หรือมีลักษณะคล้ายพืชที่มีโครงสร้างดูเหมือนราก ลำต้น และใบ รวมเรียกว่าทัลลัส (Thallus) เราสามารถพบสาหร่ายอยู่ในแหล่งน้ำ แต่ก็สามารถพบได้บริเวณที่มีความชื้นเหมาะสมเช่น ดิน ทราย หิมะหรือแม้แต่น้ำพุร้อน ในระบบนิเวศสาหร่ายเป็นผู้ผลิตปฐมภูมิ เนื่องจากสามารถสร้างอาหารได้เองจากการสังเคราะห์ด้วยแสงและเป็นแหล่งสร้างออกซิเจนที่สำคัญ สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยผ่านกระบวนการตรึงคาร์บอน (carbon fixation) ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศได้น้อยลง และสาหร่ายยังช่วยบ่งบอกคุณภาพของแหล่งน้ำนั้น ๆ ได้นั่นก็เป็นเพราะว่าสาหร่ายมีความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์ และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของสาหร่ายบางกลุ่มก็สามารถบ่งบอกได้ว่าแหล่งน้ำนั้นเน่าเสีย จากการมีสารแอมโมเนียหรือฟอสฟอรัสที่สูงเกินไปจากพฤติกรรมการปล่อยน้ำเสียจากครัวเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรมนอกจากนี้สาหร่ายยังสามารถสังเคราะห์และสะสมสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเสริม อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสัตว์ปีกอีกด้วย ถึงแม้ว่าสาหร่ายจะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เราอาจจะมองไม่เห็น แต่สาหร่ายนั้นก็ยังมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างสมดุลให้แก่ระบบนิเวศและสามารถหยุดภาวะโลกร้อนซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อ้างอิง https://1th.me/6HCgvhttps://1th.me/kfzuxhttps://1th.me/Gzgychttps://1th.me/42RDAhttps://1th.me/SHAdmhttps://1th.me/HsV9aยุวดี พีรพรพิศาล. (2549). สาหร่ายวิทยา (พิมพ์ครั้งที่ 2). เชียงใหม่: โชตนาพรินท์. FacebookFacebookXTwitterLINELine
วิชาวิ่งบนผิวน้ำของกิ้งก่าบาซิลลิสก์
หากพูดถึงการวิ่งบนผิวน้ำแล้ว เรามักนึกถึงวิชานินจาวิ่งบนผิวน้ำในภาพยนตร์หรือการ์ตูนบางเรื่อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะวิ่งบนผิวน้ำได้ แต่ใครจะรู้ว่ามีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่สำเร็จเคล็ดลับวิชานี้ กิ้งก่าบาซิลลิสก์ (Basilisk lizard – ชื่อวิทยาศาสตร์ Basiliscus basiliscus) เป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภท กิ้งก่า ที่อยู่ในสกุล Basiliscus เป็นกิ้งก่าที่มีขนาดกลาง มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 70 – 75 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 80 กรัม โดยตัวเต็มวัยมีความยาวจากหัวถึงปลายหางได้ถึง 80 เซนติเมตร กิ้งก่าบาซิลลิสก์จะมีเกล็ดห่อหุ้มลำตัวเป็นสีเขียว ขาว น้ำตาลและดำ สีส่วนใหญ่ของพวกมันจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่ และสามารถปรับสีของเกล็ดเพื่อการพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ด้วย ความสามารถพิเศษของกิ้งก่าบาซิลลิสก์ คือ สามารถวิ่งบนผิวน้ำได้ พวกมันจะใช้ขาคู่หลังเปลี่ยนสลับก้าวด้วยความเร็ว 0.052 วินาที ซึ่งเมื่อเท้าของมันกระแทกลงบนผิวน้ำจะเกิดแรงพยุงตัว แรงต้านทาน และแรงลอยตัวจากอากาศขึ้น และก่อนที่แรงเหล่านี้จะหมดลง กิ้งก่าบาซิลลิสก์จะสลับเท้าอีกข้างลงน้ำในลักษณะเดียวกัน เกิดแรงทั้งสามขึ้นเช่นเดิม ทำให้มันวิ่งต่อเนื่องบนผิวน้ำได้ นี่คือเคล็ดลับวิชาวิ่งบนผิวน้ำของกิ้งก่าบาซิลลิสก์ หากมนุษย์จะทำบ้างคงต้องใช้ความเร็วที่สูงมาก โดยนักวิจัยได้คำนวณไว้ว่า ถ้าผู้ชายหนัก 80 กิโลกรัมจะวิ่งไปบนผิวน้ำได้นั้นต้องวิ่งให้ความเร็วถึง 106 กิโลเมตรต่อชั่วโมง […]
ภาพมองตาม (HOLLOW-FACE ILLUSION)
ภาพมองตาม (hollow-face illusion) เป็นภาพลวงตา (optical illusion) ที่น่าทึ่ง เมื่อเรามองไปที่ภาพใบหน้าคน ในขณะที่เรายืนห่างออกมา 3-5 เมตร จะเห็นว่าภาพนั้นหันหน้ามองมาทางเรา แต่เมื่อเราเดินไปทางซ้าย หรือเดินไปทางขวา พบว่าภาพนั้นหันหน้าตามเรามาด้วย ภาพสามารถหันหน้าตามเราได้จริง ๆ หรือว่าเราตาฝาดกันแน่ ในการเห็นภาพต่าง ๆ นั้น มีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางสมองของเรา สมองรู้ว่าหน้าเป็นทรงนูน (convex) ไม่ใช่ทรงเว้า (concave) โดยอันที่จริงแล้ว ภาพมองตาม เป็นภาพที่เว้า (hollow) ลึกเข้าไป แต่ด้วยกระบวนการของสมองเห็นว่าภาพเป็นหน้าทรงนูน และเมื่อเราเคลื่อนที่ไป เงา (shadow) บนหน้าของภาพลวงตาที่เปลี่ยนไปทำให้เห็นว่าภาพหันหน้าตามเรามา มาพบกับ ภาพมองตาม ได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ กันนะครับ อ้างอิง https://1th.me/hSz3i FacebookFacebookXTwitterLINELine

