ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]
ไฟฟ้าสถิตกับหน้าหนาว จับอะไรก็สปาร์กไปหมด
เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวมักเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายและบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) เป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดการเสียดสีหรือการขัดถูกันของวัตถุ ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าลบและประจุไฟฟ้าบวกไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดหรือแรงผลักกันของวัตถุ แล้วหน้าหนาวเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตอย่างไร? สาเหตุมาจาก “ความชื้นในอากาศที่ต่ำ” นั่นเอง ก่อให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าและถ่ายเทประจุได้ง่ายขึ้นกว่าช่วงอากาศร้อน เมื่อประจุไฟฟ้าเกิดการสะสมประจุที่ผิวหนังเป็นจำนวนมาก และไปสัมผัสกับสิ่งของที่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าไปยังตัวนำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการช็อตเบา ๆ ขึ้นมา ไฟฟ้าสถิตที่เกิดในชีวิตประจำวันไม่มีอันตรายใดต่อร่างกาย เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ตัวเราเองในเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เราสามารถป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ เช่น อย่าให้ผิวแห้ง ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ หรือใช้โลชั่นทาผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ก่อนจะเปิดประตูหรือสัมผัสสิ่งที่เป็นตัวนำไฟฟ้า หาสิ่งของต่าง ๆ ไปสัมผัสก่อนจะเอามือไปจับสิ่งของนั้น ๆ ลดการใส่เสื้อขนสัตว์และผ้าใยสังเคราะห์ เพราะผ้าเหล่านี้มีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้ง่าย เข้าหน้าหนาวแบบนี้แล้ว นอกจากจะระวังเรื่องฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังต้องป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตอีกด้วย อย่าลืมดูแลสุขภาพแลดื่มน้ำกันเยอะ ๆ ด้วยนะ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภาพติดตา (Persistence of Vision)
เมื่อเราหมุนวงล้อแล้วมองภาพผ่านช่องว่างที่มีระยะห่างเท่า ๆ กัน เราจะสามารถเห็นภาพหยุด หรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและถอยหลังอย่างช้า ๆ ซึ่งภาพที่เราเห็นนั้นจะเรียกว่า “ภาพติดตา” ทฤษฎีการเห็นภาพติดตา ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1824 โดยนักทฤษฎีและแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ Dr.John Ayrton Paris ที่ได้อธิบายถึงการมองเห็นภาพต่อเนื่องของมนุษย์ไว้ว่า ธรรมชาติการมองเห็นของมนุษย์เมื่อมองเห็นภาพใดภาพหนึ่ง หลังจากภาพนั้นหายไปสายตามนุษย์จะยังค้างภาพนั้นไว้ที่เรติน่าในชั่วขณะหนึ่งประมาณ 1/15 วินาที และหากในระยะเวลาดังกล่าวมีภาพใหม่ปรากฏขึ้นมาแทนที่สมองของมนุษย์จะเชื่อมโยงภาพเข้าด้วยกันและหากมีภาพต่อไปปรากฏขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันก็จะเชื่อมโยงภาพไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเราจึงเห็นภาพนั้นเคลื่อนไหว ซึ่งหลักการนี้สามารถนําไปใช้ในการสร้างผลงานด้านแอนิเมชัน (Animation) ได้อีกด้วย หากท่านใดสนใจ สามารถมาทดลองวงล้อภาพติดตาได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ ที่มา : https://www.exploratorium.edu/snacks/whirling-watcher https://bit.ly/39OCrne http://www.kanlayanee.ac.th/animation/web/animation.htm FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทำไมแมวถึงชอบคลอเคลีย
ในปัจจุบันแมวหรือเจ้าเหมียว เป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่งที่บรรดาคนรักสัตว์ทั้งหลายอยากจะเป็นเจ้าของ ด้วยนิสัยที่ขี้อ้อนและชอบคลอเคลียของมัน ทำให้หลายคนตกหลุมรักและยอมเป็นทาสแมวโดยไม่รู้ตัว เคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมแมวถึงชอบคลอเคลีย การที่แมวเอาส่วนหัว ส่วนสีข้างตัวหรือส่วนหางมาถูคลอเคลียกับเรานั่นหมายความว่าแมวต้องการทิ้งกลิ่นของตัวเองเอาไว้ โดยในตัวของแมวมีต่อมกลิ่น (Glands) มากมายหลายจุดในร่างกายถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แมวมีกลิ่นเฉพาะตัว โดยมีต่อมกลิ่นสำคัญ ๆ 5 จุด กลิ่นเหล่านี้ กระจายติดตามร่างกายของผู้ที่แมวเข้าไปคลอเคลียเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในการแสดงความอ่อนโยนและเป็นมิตรของแมวอีกด้วย ดังนี้ 1. ต่อมขมับ ต่อมขมับแมวจะใช้ต่อมกลิ่นนี้ถูวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งคนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของและกลิ่นจากขมับหรือหน้าผากยังช่วยบอกตำแหน่งและทำเครื่องหมายเวลาเดินทางไปที่ต่าง ๆ 2. ต่อมแก้ม ต่อมแก้มแมวบางตัวมี 2 ต่อม บางตัวมี 1 ต่อม ทำหน้าที่เหมือนต่อมขมับ 3. ต่อมใต้ขากรรไกร ต่อมใต้ขากรรไกรมี 1 จุดกึ่งกลางของคางพอดีจะผลิตน้ำมันที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำหน้าที่แบบเดียวกับต่อมขมับและต่อมแก้ม 4. ต่อมอุ้งเท้า ต่อมอุ้งเท้ามี 4 จุดตามเท้าแต่ละข้างเป็นต่อมให้กลิ่นแรงสุด กลิ่นจะทำหน้าที่ทันทีเมื่อแมวเหยียดและกางเล็บออกโดยการ “ฝนเล็บ” เป็นการกระจายกลิ่นอุ้งเท้าเพื่อแสดงอาณาเขตและความเป็นเจ้าของ 5. ต่อมหาง ต่อมหางอยู่ทั่วบริเวณหางจะผลิตกลิ่นเวลาแมวใช้หางในการสื่อสาร ถ้าแมวโกรธหางฟูตั้งตรงแข็งบริเวณหางก็จะกระจายกลิ่นให้ตัวอื่นรับรู้ด้วย อ้างอิง ทำไมแมวจึงชอบคลอเคลียที่ขาของเรา ทำไมแมวถึงชอบคลอเคลีย..เอาตัวมาถู..เข้ามาอ้อน https://bit.ly/3f1ZJNh FacebookFacebookXTwitterLINELine

