
ตามที่ วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561 เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2561 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิ
ในการนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึ

ตามที่ วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561 เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2561 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิ
ในการนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
หากใครชอบเดินเล่นตามสวนสาธารณะ หรือมีโอกาสขับรถไปตามถนนสักเส้น รวมถึงเดินผ่านบริเวณด้านหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพของเรา คงจะเคยเห็นไม้ยืนต้นดอกสวยหลากหลายสายพันธุ์บริเวณริมถนนกันมาบ้าง ด้วยลักษณะของดอกเมื่อผลิออกตามช่วงเดือนต่าง ๆ มีความสวยงามและรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับไม้ยืนต้นผลัดใบที่ได้รับฉายาว่า “แฝดสาม” กันสักหน่อย ตะแบก เสลา อินทนิล เป็นพรรณไม้กลุ่มพืชมีดอกในวงศ์ Lythraceae ด้วยลักษณะเด่นของสีดอกที่คุมโทนม่วงเป็นหลัก ได้แก่ ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน และม่วงอมชมพู อีกทั้งยังมีสีขาวประปราย ความสวยงามและความแตกต่างของดอกเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดความสับสนในสายพันธุ์ หากว่าเราเจอต้นไม้เหล่านี้ในช่วงฤดูกาลที่ยังไม่ออกดอก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้นไม้สายพันธุ์ใด ตะแบก (Bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack. ไม้ยืนต้นสูง 15-20 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นมันและหลุดล่อนคล้ายลำต้นฝรั่ง ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมตลอดทั้งใบ ส่วนใบแก่ผิวเรียบเกลี้ยง ดอกออกตามปลายกิ่งชูช่อตามเรือนยอด มีตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงม่วงอมชมพู และดอกเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวแลดูสวยงาม ดอกออกให้เชยชมในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ตะแบกเป็นไม้ยืนต้น ปลูกง่าย ชอบแดด ทนแล้ง โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่กว้าง และให้ร่มเงาได้ดี จึงนิยมปลูกตามสวนสาธารณะนั่นเอง เสลา (Thai bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudonii […]
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกดีเมื่อได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก คำชม การประสบความสำเร็จ หรือเพียงแค่การได้กินอาหารที่อร่อยถูกใจ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สมองของเรามีสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) หลายคนเรียกมันว่า “สารเคมีแห่งความสุข” ขณะที่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมเสพติด โดปามีน (Dopamine,C8H11NO2 ) เป็นทั้งฮอร์โมน(Hormone) และสารสื่อประสาท(Neurotransmitter) สมองของเราจะหลั่งโดปามีนเมื่อได้รับการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ให้ความพึงพอใจหรือบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง โดยเมื่อโดปามีนถูกหลั่งออกแล้วจะส่งผลต่ออารมณ์ให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว โดปามีนทำเรารู้สึกมีความสุขและอยากทำเช่นนั้นอีก แม้จะถูกเรียกว่า “สารแห่งความสุข” แต่ในความเป็นจริง โดปามีนไม่ได้สร้างความสุขโดยตรง มันคือสารที่กระตุ้นให้เรามุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจที่เราได้รับ อย่างไรก็ตาม ความสุขที่เกิดจากโดปามีนนั้นมักเป็นความสุขชั่วคราว หากเราไล่ตามความรู้สึกนี้มากเกินไป อาจทำให้เราติดพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะโดปามีนไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยให้เรามีแรงจูงใจเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดเกม การช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การเสพติดสารเคมี เช่น แอลกอฮอล์และยาเสพติดเพื่อหลั่งโดปามีนอีกครั้ง พฤติกรรมนี้หากเกิดซ้ำๆ อาจนำไปสู่ “วงจรเสพติด” ที่ยากจะหลุดพ้น เมื่อเราทำกิจกรรมที่กระตุ้นโดปามีนในระดับมากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เป็นคนคิดเร็ว แต่ก็อาจก้าวร้าวและเป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งหากมีมากเกินขีดจำกัดก็อาจทำให้เกิดอาการป่วยทางจิต หากสมองของเราได้รับโดปามีนในระดับที่เหมาะสม ก็จะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีสมาธิ […]
ปัจจุบันปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่รู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นของการใช้ถุงพลาสติกมาจากความต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการตัดไม้ ทำลายป่า จากการใช้ถุงกระดาษ ด้วยคุณสมบัติที่ดีของพลาสติกที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบาและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าถุงพลาสติกเป็นตัวปัญหาที่ใหญ่กว่าในการจัดการ เนื่องจากถุงพลาสติกถูกใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียวไม่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ อีกทั้งการย่อยสลายใช้เวลานานทำให้มันตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมจนเกิดปัญหาขยะล้นโลกในที่สุด นวัตกรรมการผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ง่ายจึงเกิดขึ้นเป็นที่มาของพลาสติกแตกสลายทางชีวภาพได้ (biodegradable plastics) แต่ก็ยังคงพบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้พลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพนี้ คือ พลาสติกย่อยสลายเองไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากพลาสติกกลุ่มนี้มีการผสมสารอินทรีย์บางส่วน ทำให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้เฉพาะส่วนที่เป็นสารอินทรีย์ แต่ยังคงเหลือพลาสติกที่ย่อยสลายยากอยู่ ทำให้พลาสติกที่ได้มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากเดิมที่ใช้เวลานานกว่าจะถูกย่อยสลายในสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างพลาสติกในกลุ่มนี้ที่ถูกนำมาใช้ คือ พลาสติกย่อยสลายได้ชนิดอ๊อกโซ (oxo-degradable plastics) เป็นพลาสติกที่ผลิตเหมือนพลาสติกทั่วไป แต่เติมสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นสารเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อย่อยสลายได้ โดยต้องอาศัยปฏิกิริยาเคมีทางธรรมชาติ คือ แสงแดด ความร้อน และออกซิเจน ทำให้พลาสติกแตกสลายกลายเป็นพลาสติกที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า ไมโครพลาสติก (microplastics) ทำให้ในหลายประเทศต้องออกประกาศยกเลิกการใช้พลาสติกในกลุ่มนี้ ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) ที่ทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ (bio-based plastics) โดยใช้แหล่งคาร์บอนที่มีอยู่ในโมเลกุลของแป้ง น้ำตาล น้ำมันพืช หรือเซลลูโลส ที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายพอลิเมอร์ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น มาใช้แทนวัตถุดิบที่ได้จากการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล […]
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
