
ตามที่ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวั
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ปิดบริการทุกวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ตามที่ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวั
หมายเหตุ : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ปิดบริการทุกวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ข้าว พืชที่เป็นอาหารหลักโดยเฉพาะในประเทศไทยและในแถบเอเชีย ข้าวเป็นเมล็ดธัญพืช ลักษณะเรียวยาว บางชนิดเป็นเมล็ดสั้น มีสีสันหลากหลายตามสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น เป็นต้น ข้าวที่เรานำมารับประทานใช้เป็นแหล่งพลังงานในการดำรงชีวิต อีกทั้งอุดมไปด้วยประโยชน์ที่หลากหลาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและสารอาหารอื่น ๆ เมล็ดข้าวมีองค์ประกอบ 4 ส่วนด้วยกัน คือ เปลือกข้าว (husk) เปลือกข้าว (husk) คือ ส่วนที่ห่อหุ้มและป้องกันเมล็ด ประกอบไปด้วยเปลือกใหญ่และเปลือกเล็ก ซึ่งเปลือกใหญ่จะทำหน้าที่หุ้มท้องข้าว ส่วนเปลือกเล็กจะหุ้มเมล็ดข้าวด้านหลังไว้ บนเปลือกข้าวจะมีขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่ลดการระเหยของน้ำ ป้องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อมภายนอก ช่วยเกาะติดสิ่งต่าง ๆ แพร่กระจายเมล็ดในธรรมชาติ ส่วนเปลือกข้าวที่หลุดออกมาจากการสีข้าวนั้น เรียกว่า แกลบ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางเกษตรอินทรีย์ได้ รำข้าว (rice bran) รำข้าว (rice bran) เยื่อบาง ๆ ถัดจากเปลือกนอก ที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว มีสารสี […]
ก่อนที่จะหาคำตอบของคำถามนี้ เรามารู้จักเรือใบเบื้องต้นจากเรือใบขนาดเล็กกันก่อน เรือใบขนาดเล็กนั้นนอกจากตัวเรือแล้วยังมีส่วนประกอบที่สำคัญหลักคือ ใบเรือ หางเสือเรือ และคัดแคง ใบเรือ (Sail) ทำหน้าที่รับลมและและสร้างแรงผลักให้เรือแล่นไปข้างหน้า แต่ใบเรือต้องอยู่ในองศาเหมาะสมกับทิศทางลม หางเสือเรือ (Rudder) ใช้ควบคุมทิศทางเรือ เมื่อหางเสือปัดไปทางใด หัวเรือก็จะหันไปในทิศทางเดียวกัน คัดแคง (Center Board หรือ Drager Board) มีลักษณะเป็นแผ่นกระดานยื่นลงไปใต้ท้องเรือ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เรือเซหรือเอียงเมื่อแล่นขวางทิศทางลม การแล่นของเรือใบ เกิดจากใบเรือได้รับแรงจากลมที่พัดมา แรงลมก็จะไหลไปตามพื้นผิวของใบเรือและแรงนั้นจะถูกส่งไปยังท้ายเรือ เกิดเป็นแรงผลักให้เรือแล่นไปข้างหน้าได้ โดยการที่เรือใบจะเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่ต้องการได้นั้นขึ้นอยู่กับใบเรือและหางเสือ ใบเรือต้องอยู่ในองศาที่เหมาะสมกับทิศทางลม และหางเสือต้องบังคับเรือไปยังทิศทางที่ใบเรือรับลมได้ ซึ่งการปรับองศาของใบเรือต้องสัมพันธ์กับทิศทางของลมที่พัดมา ทั้งนี้สามารถบังคับเรือให้ไปยังทิศทางที่สวนลมได้อีกด้วย ตามปกติแล้วหากเป็นลมสวนในทิศทางตรง ใบเรือจะไม่สามารถรับลมให้เรือแล่นไปข้างหน้าตรง ๆ ได้เลย การจะแล่นเรือใบในสภาวะสวนลมได้ การบังคับเรือต้องให้องศาของใบเรืออยู่ในลักษณะเฉียงกับทิศทางลมที่สวนมา แรงลมสวนที่ปะทะใบเรือจะถูกเปลี่ยนทิศทางโดยใบเรือที่เปลี่ยนองศาไปขณะแล่นอยู่ ส่งผลให้เรือแล่นในลักษณะโค้งสลับไปมา จนไปถึงจุดหมายด้านหน้าได้ อ้างอิง https://www.blockdit.com/posts/5ee43aeb3d014a0ca37861a1 http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/1-20/indexcontent20.htm FacebookFacebookXTwitterLINELine
ปัจจุบันนี้การโดยสารด้วยรถไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองหลวงแล้ว เพราะการใช้บริการสะดวก เดินทางได้รวดเร็ว เส้นทางครอบคลุมเกือบทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญไม่ต้องพบเจอกับปัญหารถติด ซึ่งรถไฟฟ้าที่ให้บริการนั้นมีทั้งแบบรถไฟลอยฟ้าที่แล่นบนรางเหนือถนนปกติ และรถไฟฟ้าใต้ดินที่แล่นอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดิน แต่ว่าเราเคยสังเกตที่ชานชาลารถไฟฟ้าทั้งสองประเภทนี้หรือไม่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เส้นเหลือง เส้นเหลืองบนชานชาลานับเป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของผู้โดยสาร จะวางแนวติดกับพื้นที่ที่รถไฟฟ้าแล่นเข้าสู่สถานี ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คน อยู่บริเวณด้านหัวและท้ายขบวน คอยควบคุมไม่ให้เราเข้าไปในเส้นเหลือง หากเราเผลอเหยียบหรือล้ำเข้าไป เสียงนกหวีดจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะดังขึ้นเตือนทันที เราต้องรีบถอยห่างออกมาอยู่หลังเส้นเหลืองเท่านั้น เหตุที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเตือนเรานั้น เพื่อความปลอดภัยของเราเอง เพราะเมื่อขบวนรถไฟฟ้าวิ่งผ่านมา อากาศระหว่างขบวนรถกับบริเวณที่เรายืนอยู่จะเคลื่อนที่เร็ว ทำให้มีความดันอากาศต่ำ อากาศรอบ ๆ จะเคลื่อนที่เข้าไปแทนที่ ซึ่งการเคลื่อนที่ของอากาศนี้สามารถดูดเราให้ตกยังรางรถไฟฟ้าได้ การไหลของอากาศในลักษณะนี้เป็นเช่นเดียวกับลูกเทนนิสที่เคลื่อนที่แหวกผ่านอากาศ ซึ่งจะมีอากาศจำนวนหนึ่งห่อหุ้มลูกเทนนิสไว้ และมีแรงดึงดูดของอากาศอยู่ด้านข้าง ดูดให้เข้าหาลูกเทนนิสนั่นเอง ดังนั้น ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องอยู่หลังเส้นเหลือง อย่าลืมอยู่หลังเส้นเหลือง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของตัวเอง เรียบเรียงณัฐวุฒิ พุ่มดอกไม้ ภาพประกอบพัทธนันท์ ประดิษฐ์นันกุล อ้างอิงข้อปฏิบัติและข้อห้ามเมื่ออยู่ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสรปภ. เก่งฟิสิกส์ FacebookFacebookXTwitterLINELine
อาหารอินทรีย์ หรือที่เราเรียกกันว่า อาหารออร์แกนิก (organic food) ปัจจุบันเป็นกลุ่มอาหารที่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาหารมีการปรุงด้วยส่วนประกอบทุกอย่างที่มาจากธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีในการผลิต และไม่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม (genetic modification, GMO) จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าอาหารนั้นมีความปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ ซึ่งแตกต่างกับอาหารปลอดภัย ที่ยังสามารถใช้สารเคมี แต่ต้องอยู่ในมาตรฐานของการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) และมีการเว้นช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้สารเคมีในอาหารอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการบริโภค กว่าจะได้มาเป็นอาหารอินทรีย์ที่เราบริโภคกัน มีขั้นตอนการผลิตที่ต้องใส่ใจมากกว่าปกติ เพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารที่ดีและปลอดสารพิษ โดยเริ่มต้นจากต้นทาง คือ การทำเกษตรอินทรีย์ที่ใช้วิธีการทางธรรมชาติ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีการเลี้ยงดูด้วยการให้อาหารอินทรีย์ ไม่เจือปนสารเคมี หรือการใช้ยา และฮอร์โมน ทำให้สามารถรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต จึงถือว่าเป็นการเกษตรที่คำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แล้วถ้าจะเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบปกติมาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร? กรณีที่เคยทำเกษตรที่ใช้สารเคมีมาก่อนจะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกก่อน โดยต้องกำหนดแผนในการปรับเปลี่ยนตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 12 – 36 เดือน ขึ้นกับรูปแบบที่เลือกในการปรับ มีวิธีการป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีที่มาจากดิน น้ำ และอากาศ หรือการทำแนวกันชนระหว่างแปลงปลูก และพื้นที่ทำเกษตรต้องอยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนการเลือกพันธุ์พืชต้องมีความต้านทานต่อศัตรูพืช ไม่มีการตัดต่อสารพันธุกรรม หรือผ่านการอาบรังสี รวมทั้งต้องปลูกพืชหลากหลายพันธุ์และปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศไปด้วย […]
คุณเคยมีประสบการณ์รู้สึกราวกับว่าเคยอยู่ในเหตุการณ์ สถานที่ หรือบทสนทนาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ถ้าเคยผู้คนมักเรียกอาการนี้ว่า “เดจาวู” โดยอาการเดจาวูคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้ คำว่า “เดจาวู” (Déjà vu) มาจากภาษาฝรั่งเศส ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ L’Avenir des science psychiques โดย เอมีล บัวรัค (Emile Boirac) นักปรจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่ง “เดจาวู” คือ อาการที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอมาแล้ว เป็นประสบการณ์ทางจิต สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่น ซึ่งปรากฏการณ์นี้มักถูกมองเป็นเรื่องปริศนาเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถหาข้อเท็จจริงมายืนยันได้ แต่นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายการเกิดปรากฏการณ์เดจาวู โดยอ้างอิงจากทฤษฎี ดังนี้ 1. การเดินทาง โดยเดจาวูมักเกี่ยวข้องกับสถานที่ และผู้คนส่วนมากมักมีความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาค่อนข้างรุนแรงทั้งที่ไปยังสถานที่นี้เป็นครั้งแรก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสถานที่ที่เราไม่รู้จักมักจะกระตุ้น “ความขัดแย้ง” ในความรู้สึกนึกคิด ว่ามีบางอย่างที่เราคุ้นเคยกับความตะหนักว่าสิ่งที่พบเจอนั้นไม่ใช่ความทรงจำ 2. การเรียกคืนหน่วยความจำ จากงานวิจัยที่จัดทำขึ้นโดย Anne Cleary นักวิจัยเดจาวูและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Colorado State University สนับสนุนทฤษฎีนี้ โดยหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเดจาวูนั้นเกิดขึ้นได้ […]
