
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
หากใครที่เคยรับประทานสับปะรดแบบผลสด นอกจากรสเปรี้ยวอมหวานที่หลาย ๆ คน ชื่นชอบกันแล้ว สำหรับบางคนอาจจะมีอาการ คัน แสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณลิ้น ขณะหรือหลังรับประทานสับปะรด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่ ? วันนี้จะพามารู้จักเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้องในสับปะรดกัน สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เนื่องจากมีกรดซิตริก และกรดมาลิก เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้สับปะรดมีรสเปรี้ยว ซึ่งกรดซิตริกสามารถพบได้ทั่วไปในพืชตระกูลส้มและผลไม้หลาย ๆ ชนิด เช่น ส้ม มะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในสับปะรด ยังพบเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า บรอมมีเลน (Bromelain) อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของสับปะรด แต่พบปริมาณมากบริเวณแกนกลางผล มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน เมื่อเรารับประทานสับปะรดเข้าไปลิ้นของเราซึ่งมีโปรตีนธรรมชาติเคลือบอยู่ เอนไซม์ชนิดนี้จะทำการย่อยสลายโปรตีนที่ลิ้นของเราไปด้วย นั่นจึงทำให้บริเวณลิ้นเกิดการระคายเคือง รู้สึกแสบ คันได้ หลังจากนั้นลิ้นจะสร้างโปรตีนใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้สับปะรดยังมีแร่ธาตุ วิตามินซี วิตามินบี 2 ,3, 5 กรดโฟลิก แคลเซียม และอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งสับปะรดมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ปัสสาวะขัด […]
ทุกคนทราบหรือไม่ว่า พืชกระท่อมจากเดิมที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ในตอนนี้ได้มีประกาศออกมาว่าพืชกระท่อมได้รับการปลดออกจากสถานะยาเสพติดแล้วทำให้เราสามารถใช้พืชกระท่อมได้หลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การปลูก หรือการบริโภค รู้อย่างนี้แล้วเรามาทำความรู้จักกับพืชกระท่อมกันดีกว่า ว่าพืชกระท่อมคืออะไร มาจากไหน มีประโยชน์หรือโทษอะไรบ้างผ่านบทความนี้กันเลย พืชกระท่อมมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด ? พืชกระท่อม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa (Korth.) Havil. อยู่ในวงศ์ Rubiaceaeซึ่งเป็นพืชวงศ์เข็มและกาแฟ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้มากทางภาคใต้ของประเทศไทยมาเลเซียลงไปจนถึงเกาะนิวกินี โดยในประเทศไทยพบอยู่ 3 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันที่ลักษณะของใบ คือพันธุ์ก้านแดง (ก้านและเส้นใบสีแดง) พันธุ์แตงกวา (เส้นใบสีเขียวอ่อนกว่าแผ่นใบ) และพันธุ์ยักษาใหญ่ (ใบขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่นและส่วนบนของขอบใบเป็นหยัก) ทำไมในอดีตพืชกระท่อมถึงจัดเป็นยาเสพติด ? ในอดีตมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาโรคต่าง ๆ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรมักบริโภคใบกระท่อมเพื่อกดอาการเมื่อยล้าขณะทำงาน ทำให้สามารถทำงานได้นานขึ้น และตั้งแต่ปี 2486 ในสมัยรัชกาลที่ 8 รัฐบาลได้ออกกฎหมายควบคุมพืชกระท่อมให้พืชกระท่อมจัดเป็นยาเสพติดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าและภาษีของรัฐ เนื่องจากรัฐเป็นผู้ผูกขาดการผลิตฝิ่น ซึ่งมีราคาแพง ทำให้คนหันมาสูบกระท่อมแทนฝิ่น พืชกระท่อมสามารถกินในรูปแบบใดได้บ้าง การกินพืชกระท่อมมักนิยมนำใบสดหรือใบแห้งมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา แต่ถ้าหากกินใบกระท่อมโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า […]
“วี้ หว่อ วี้ หว่อ” เมื่อได้ยินเสียงนี้มาแต่ไกลแม้จะยังไม่เห็นตัวรถ เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าอาจจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรืออาจจะมีผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนอยู่บนรถ หรือตำรวจกำลังไล่ล่าจับผู้ร้าย เป็นต้น โดยเสียง “วี้ หว่อ วี้ หว่อ” คือเสียงไซเรนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเสียงที่เราได้ยิน ของการได้ยินเสียงนี้ เราจะรู้สึกว่าเสียงมีความทุ้มหรือสูงผิดปกติไปจากเสียงจริง เช่น หากวัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาผู้ฟัง ลักษณะของเสียงจะสูงขึ้นเนื่องจากความถี่สูงขึ้น (ความยาวคลื่นน้อยลง) แต่หากแหล่งกำเนิดเสียงค่อย ๆ ออกห่างจากผู้ฟังเสียงจะทุ้มมากขึ้น เนื่องจากมีความถี่ต่ำลง (ความยาวคลื่นมากขึ้น) จนเงียบไป ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler Effect) ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงที่มีความถี่ไม่เท่ากับความถี่เสียงที่แหล่งกำเนิดเสียงให้ออกมานั่นเอง แหล่งข้อมูล ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ Doppler Effect ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ FacebookFacebookXTwitterLINELine
บางครั้งการใช้ชีวิตรีบเร่งของสังคมเมืองในปัจจุบัน ทำให้ไม่มีเวลาทำอาหาร ดังนั้นหลายคนอาจจะใช้วิธีการซื้ออาหารจากนอกบ้านกลับเข้าไปที่บ้าน อุ่นร้อนก่อนรับประทาน แล้วภาชนะที่ใช้อุ่นอาหารมีถูกสุขลักษณะแล้วหรือยัง แน่นอนว่า หลายคนทราบว่าภาชนะที่ใช้สำหรับการอุ่นอาหารในไมโครเวฟ ควรจะเป็นภาชนะเซรามิกหรือแก้วแบบหนา แต่บางครั้งการที่เราเลือกซื้ออาหารที่ถูกบรรจุในกล่องพลาสติกอยู่แล้วอาจจะทำให้ไม่อยากเปลี่ยนภาชนะ แต่การอุ่นอาหารในกล่องพลาสติกนั้น นอกจากภาชนะพลาสติก PP (Polypropylene) และภาชนะพลาสติกประเภท CPET (Crystallized Polyethylene Terepthalate) ที่ถือว่าปลอดภัยเมื่อใช้ในไมโครเวฟแล้ว พลาสติกประเภทเมลามีน สามารถใช้อุ่นอาหารในไมโครเวฟได้ไหมนะ เมลามีน คือสารประกอบอินทรีย์ ที่ถูกนำมาใช้ประประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะที่ทุกครัวเรือนคุ้นเคยกันดีนั่นคือภาชนะเมลามีนที่ทำจากเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ (Melamine Formaldehyde) สาเหตุที่ภาชนะเมลามีนได้รับความนิยม เป็นเพราะวัสดุเป็นพลาสติกทนความร้อนได้ดี มีความแข็งแรงใช้งานได้ยาวนาน ไม่แตกง่าย น้ำหนักเบา ทำความสะอาดง่ายและมีรูปลักษณ์สวยงามอีกด้วย แต่ถึงภาชนะเมลามีนจะทนความร้อนได้ดี แต่ก็เป็นเพียงความร้อนที่ส่งผ่านจากอาหารตามปกติเท่านั้น การที่เราไม่ควรใช้ภาชนะเมลามีนในการอุ่นอาหาร เป็นเพราะความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟอาจทำให้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ที่เป็นส่วนประกอบของภาชนะสลายปนเปื้อนกับอาหาร ส่งผลให้เกิดอันตรายมากมายต่อสุขภาพได้ ถึงแม้การอุ่นอาหารจะใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที แต่มีความสำคัญต่อสุขภาพเพราะเป็นการลดความเสี่ยงจากแบคทีเรียในอาหาร ดังนั้นพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรเลือกใช้ภาชนะอุ่นอาหารที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสการปนเปื้อนของสารเคมี รวมถึงควรปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้เครื่องมืออุ่นอาหารและการเลือกใช้ภาชนะอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
