
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
ในการนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
- ผู้ถือบัตรเป็นเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี) เข้าชมนิทรรศการ อาคาร 2, 3 และ 4 ฟรี
- ผู้ถือบัตรเป็นผู้ใหญ่ ซื้อบัตรเข้าชมนิทรรศการ อาคาร 2, 3 และ 4 ในราคา 20 บาท (ปกติ 30 บาท)

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
ในการนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
แมลงดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม หากกล่าวถึงโทษของแมลงนอกจากพิษที่เป็นอันตรายต่อตัวเราแล้ว การที่แมลงมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น การหาอาหารเพื่อดำรงชีวิต แมลงหลาย ๆ ชนิดมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ นอกจากยุงที่เราคุ้นเคยกันดีแล้แมลงวันเป็นอีกชนิดหนึ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันและเป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถก่อโรคในมนุษย์ได้เช่นกัน ในประเทศไทยพบแมลงวันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสัตว์อยู่ 4 ชนิดด้วยกัน คือ แมลงวันบ้าน (House Flies) แมลงวันหัวเขียว (Blow Flies) แมลงวันหลังลาย (Flesh Flies) และแมลงวันดูดเลือด (Stomoxys spp.) โดยทั่วไปเรามักจะพบและคุ้นเคยกับแมลงวันบ้านมากที่สุด นั่นเพราะมันมีมากถึงร้อยละ 83 ของแมลงวันทั้งหมด มารู้จักแมลงวันบ้านกัน… แมลงวันบ้าน เป็นแมลงขนาดเล็ก มีปากแบบซับดูด (Sponging type) ลำตัวมีสีเทา ขนาดประมาณ 6-9 มิลลิเมตร ตามีสีน้ำตาลปนแดง ลำตัวมีขนสีเทาดำขนาดเล็กจำนวนมาก ปีก 1 คู่ เป็นเยื่อใสมีโครงร่างยึดเป็นร่างแหสีดำ แมลงวันบ้านจะออกหากินในช่วงเวลากลางวันไปยังแหล่งอาหาร เช่น ของสด สิ่งบูดเน่าต่าง ๆ เศษอาหาร เป็นต้น ส่วนในเวลากลางคืนจะรวมกลุ่มกันอยู่บนกิ่งไม้หรือพุ่มไม้ แมลงวันนำโรคมาได้อย่างไร…เราเคยสังเกตเห็นแมลงวันบินมาตอมอาหารและถูขาหน้าบ้างหรือไม่? แมลงวันจะใช้ขาสำหรับดมกลิ่นรสอาหาร แต่เนื่องจากลำตัวของแมลงวันเต็มไปด้วยขน และลิ้นที่ใช้กินอาหารมีกาวเหนียว […]
ฤดูกาล (Seasons) เป็นผลมาจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ในขณะที่แกนของโลกจะเอียงทำมุม 23.5 องศา คงที่ตลอดเวลา ทำให้บริเวณซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน เมื่อขั้วโลกเหนือเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ จะเป็นฤดูร้อนในซีกโลกเหนือ และเมื่อขั้วโลกใต้เอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ก็จะเป็นฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ โลกมี 4 ฤดูกาล สำหรับซีกโลกเหนือเป็นดังนี้ สำหรับประเทศไทย ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรและได้รับอิทธิพลของลมมรสุม (Monsoon) จึงมีฤดูกาลดังนี้ คำว่า “ฤดูกาล” ที่กล่าวมาข้างต้น ใช้เพื่อบ่งบอกถึงช่วงเวลาของแต่ละปีตามที่เราคุ้นเคยกัน นอกจากนี้ฤดูกาลอาจเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ฤดูพายุเฮอริเคน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของปีที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดพายุเฮอริเคนมากที่สุด และฤดูกาลสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ เช่น ฤดูล่าสัตว์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาของปีที่ชุมชนอนุญาตให้ผู้คนล่าสัตว์ป่าบางชนิดได้ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
“ในดำมีขาว ในขาวมีดำ ทุกสิ่งในโลกล้วนมีคู่ตรงข้ามกัน” ถ้าพูดถึงสีดำ สีดำที่ดำที่สุดนั่นก็คือ “แวนตาแบล็ก” (Vantablack) เป็นสีดำที่ดูดกลืนแสงสว่างได้ 99.96% ถูกคิดค้นขึ้นโดย นักวิจัยชาวอังกฤษในปี 2014 โครงสร้างของแวนตาแบล็ก ประกอบด้วยแท่งนาโนทิวบ์ขนาดเล็กจำนวนมากเรียงกันอย่างหนาแน่น แสงที่ตกกระทบจะสะท้อนไปมาระหว่างแท่งนาโนทิวบ์ ไม่สามารถสะท้อนกลับออกมาข้างนอกได้ ในที่สุดแสงจะถูกดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน วัตถุที่ดำมาก ๆ นี้ เป็นประโยชน์ต่อโครงการสำรวจอวกาศ เพราะมันจะช่วยกรองแสงที่ไม่ต้องการออกได้เป็นอย่างดี ทำให้กล้องโทรทรรศน์รับแสงจากอวกาศที่ไกลมาก ๆ ได้มากขึ้น เราก็จะเห็นอวกาศได้ไกลขึ้น ต่อมาในปี 2019 สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์หรือเอ็มไอที (MIT) ของสหรัฐฯ เปิดตัววัสดุชนิดใหม่ที่มีสีดำมืดที่สุดในโลก โดยสามารถดูดกลืนแสงได้มากกว่า 99.995% ทำลายสถิติของสี“แวนตาแบล็ก” (Vantablack) ที่เคยครองแชมป์ความมืดทึบมาก่อนหน้านี้ เอ็มไอทีเผยว่า ยังไม่มีการตั้งชื่อให้กับวัสดุดังกล่าวซึ่งจัดเป็นคาร์บอนนาโนทิวบ์ (Carbon Nanotubes) ประเภทหนึ่ง โดยนักวิจัยด้านวิศวกรรมได้ค้นพบวัสดุนี้โดยบังเอิญ ขณะทำการทดลอง “เพาะ” สายคาร์บอนนาโนทิวบ์ให้เติบโตขึ้นบนวัสดุนำไฟฟ้าเช่นอะลูมิเนียม รายงานการค้นพบที่ตีพิมพ์ในวารสาร ACS Applied Materials & Interfaces ระบุว่า เมื่อคาร์บอนนาโนทิวบ์เรียงตัวกันเป็นเส้นในแนวตั้งบนแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ที่อยู่ในภาวะพิเศษ จนดูคล้ายกับ […]
บางครั้งการใช้ชีวิตรีบเร่งของสังคมเมืองในปัจจุบัน ทำให้ไม่มีเวลาทำอาหาร ดังนั้นหลายคนอาจจะใช้วิธีการซื้ออาหารจากนอกบ้านกลับเข้าไปที่บ้าน อุ่นร้อนก่อนรับประทาน แล้วภาชนะที่ใช้อุ่นอาหารมีถูกสุขลักษณะแล้วหรือยัง แน่นอนว่า หลายคนทราบว่าภาชนะที่ใช้สำหรับการอุ่นอาหารในไมโครเวฟ ควรจะเป็นภาชนะเซรามิกหรือแก้วแบบหนา แต่บางครั้งการที่เราเลือกซื้ออาหารที่ถูกบรรจุในกล่องพลาสติกอยู่แล้วอาจจะทำให้ไม่อยากเปลี่ยนภาชนะ แต่การอุ่นอาหารในกล่องพลาสติกนั้น นอกจากภาชนะพลาสติก PP (Polypropylene) และภาชนะพลาสติกประเภท CPET (Crystallized Polyethylene Terepthalate) ที่ถือว่าปลอดภัยเมื่อใช้ในไมโครเวฟแล้ว พลาสติกประเภทเมลามีน สามารถใช้อุ่นอาหารในไมโครเวฟได้ไหมนะ เมลามีน คือสารประกอบอินทรีย์ ที่ถูกนำมาใช้ประประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะที่ทุกครัวเรือนคุ้นเคยกันดีนั่นคือภาชนะเมลามีนที่ทำจากเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ (Melamine Formaldehyde) สาเหตุที่ภาชนะเมลามีนได้รับความนิยม เป็นเพราะวัสดุเป็นพลาสติกทนความร้อนได้ดี มีความแข็งแรงใช้งานได้ยาวนาน ไม่แตกง่าย น้ำหนักเบา ทำความสะอาดง่ายและมีรูปลักษณ์สวยงามอีกด้วย แต่ถึงภาชนะเมลามีนจะทนความร้อนได้ดี แต่ก็เป็นเพียงความร้อนที่ส่งผ่านจากอาหารตามปกติเท่านั้น การที่เราไม่ควรใช้ภาชนะเมลามีนในการอุ่นอาหาร เป็นเพราะความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟอาจทำให้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ที่เป็นส่วนประกอบของภาชนะสลายปนเปื้อนกับอาหาร ส่งผลให้เกิดอันตรายมากมายต่อสุขภาพได้ ถึงแม้การอุ่นอาหารจะใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที แต่มีความสำคัญต่อสุขภาพเพราะเป็นการลดความเสี่ยงจากแบคทีเรียในอาหาร ดังนั้นพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรเลือกใช้ภาชนะอุ่นอาหารที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสการปนเปื้อนของสารเคมี รวมถึงควรปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้เครื่องมืออุ่นอาหารและการเลือกใช้ภาชนะอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
