ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
นิทรรศการไดโนเสาร์ (Dinosaur exhibition)
นิทรรศการไดโนเสาร์ เป็นนิทรรศการถาวร จัดแสดงที่ชั้น 2 อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับ การกำเนิดโลก กระบวนการภายในโลก วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต กำเนิดซากดึกดำบรรพ์ สิ่งมีชีวิตโดดเด่นในแต่ละยุค พฤติกรรมของไดโนเสาร์ การสำรวจไดโนเสาร์ในประเทศไทย การทำงานเพื่ออนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ สัตว์และพืชร่วมยุคไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการตัวเองให้ดำรงชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน และผนังทางเดินแสดงภาพไดโนเสาร์ไทยทั้ง 12 ชนิด สถานที่จัดแสดง : ชั้น 2 อาคาร 4 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ เปิดประตูสู่โลกล้านปี กับนิทรรศการไดโนเสาร์ ศึกษาและเรียนรู้ความเป็นมาของโลกเราในอดีต โซนที่ 1 : รู้จักโลก รู้จักตัวเองย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ช่วงที่โลกถือกำเนิด เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในยุคสมัยต่าง ๆ โซนที่ 2 : โลกไดโนเสาร์เรียนรู้เกี่ยวกับยุคสมัยที่ไดโนเสาร์ครองโลก ได้แก่ ยุคไทรแอสซิก ยุคจูแรสซิก และยุคครีเทเชียส โซนที่ 3 : มหัศจรรย์ไดโนเสาร์ศึกษาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์แต่ละสายพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัย สรีระ พฤติกรรม และการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ โซนที่ […]
การทำประมงเกินขนาด ปัญหาหนึ่งที่ถูกมองข้าม
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ถูกหลอมเมื่อใดก็ยังคงเป็นทอง
มีสำนวนมากมายที่กล่าวเปรียบเปรยทองคำกับคนที่มีบุคลิกหรือลักษณะต่าง ๆ เช่น ทองเนื้อเก้า ทองแท้ย่อมทนไฟ ทองไม่รู้ร้อน อย่าเอาทองไปลู่กระเบื้อง เป็นต้น สำนวนเหล่านี้มีที่มา… ทองคำ เป็นแร่โลหะตามธรรมชาติ มีองค์ประกอบทางเคมีคือ Au มีจุดหลอมเหลวที่ 1,064 °C จุดเดือดที่ 2,701 °C สีผิวและสีผงมีสีเหลืองทอง มีความหนักมือเนื่องจากมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงถึง 15-19 ขึ้นอยู่กับมลทินที่ปะปนแล้ว มีความแข็งที่ประมาณ 2-3 ตามโมห์สเกลไม่คงทนต่อการขูดขีด มีความอ่อนตัวจึงสามารถ ทุบเป็นแผ่นบาง ดัดและดึงเป็นเส้นได้ และสมบัติประการสำคัญ คือ มีความมันวาวสวยงามแบบโลหะ มีความคงทนไม่ผุกร่อนโดยง่าย ไม่เป็นสนิมแม้โดนความชื้น และเป็นแร่หายากมีต้นทุนในการผลิตสูง จึงมีมูลค่าการซื้อ–ขายสูงตามไปด้วย รวมถึงสามารถนำมาแปรรูปซ้ำหรือทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยการหลอมใหม่ได้ ดังนั้น ทองคำจึงเป็นแร่ที่มีมูลค่า สามารถเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลังระดับประเทศและสามารถใช้เป็นทุนสำรองภายในครัวเรือนได้อย่างดีอีกด้วย ด้วยมูลค่าของแร่ทองคำนี้ จึงมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามทำทองคำเลียนแบบขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้ที่ชื่นชอบทองคำให้สูญเงินกับการซื้อ–ขาย ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายทองคำจึงมีวิธีการตรวจสอบทองคำว่าเป็นของแท้หรือของเลียนแบบหลากหลายวิธี โดยอ้างอิงจากสมบัติเฉพาะของทองคำในการตรวจสอบ เช่น น้ำหนักที่สัมพันธ์กับขนาด การขูดหรือตะไบดูเนื้อในของทองคำ ใช้เครื่องมือวัดความเหนี่ยวนำไฟฟ้าตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ทอง หรือการเผาด้วยไฟ เป็นต้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการตรวจสอบทองคำด้วยการเผาไฟ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเนื่องจากอาจทำให้ทองคำเสียรูปทรงได้ เพราะการเผาด้วยเปลวไฟที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน มีโอกาสทำให้ทองคำขาดหรือหลอมได้ […]

