
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมแมลงวันถึงตบได้ยากกว่าที่คิด แม้เราจะมั่นใจในความพยายามแค่ไหน แต่เจ้าตัวเล็กจอมว่องไวก็มักจะบินหนีรอดไปได้เสมอ แล้วความลับที่น่าทึ่งของมันคืออะไร? นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและพบว่า แมลงวันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความว่องไวเหนือกว่าแมลงชนิดอื่น ๆ อย่างชัดเจน ถึงแม้ความเร็วในการบินของมันจะไม่เกิน 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จุดเด่นที่แท้จริงคือ สายตาอันยอดเยี่ยม ซึ่งไวต่อการเคลื่อนไหวมากกว่าของมนุษย์ถึง 4 เท่า ทำให้แมลงวันมองเห็นโลกในลักษณะ “สโลโมชั่น” ดวงตาขนาดใหญ่ของแมลงวันมีโครงสร้างพิเศษที่เต็มไปด้วยเซลล์รับแสงสองชนิด: ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของมันยังมีความสามารถพิเศษที่ทำให้มองเห็นได้ในมุมกว้างถึง 360 องศาซึ่งหมายความว่ามันสามารถจับความเคลื่อนไหวรอบตัวได้ทุกทิศทาง ทั้งหมดนี้ทำให้แมลงวันตอบสนองต่อการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว ภาพการตบที่เรามองว่าเร็วแค่ไหน ในสายตาของมันกลับดูเหมือนฉากเคลื่อนไหวช้า และนี่คือเหตุผลที่แมลงวันมักจะหลบหลีกมือของเราได้เสมอ ครั้งหน้าลองคิดดูอีกทีว่า คุณกำลังเผชิญหน้ากับ “ยอดนักหลบหนี” ที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เป็นเลิศในเรื่องความไว! อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
หากพูดถึงสถานการณ์ของโรคระบาดไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทยกล่าวได้ว่ายังเป็นเรื่องที่ควรวิตกกังวล เนื่องจากพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งมีรายงานว่าพบผู้ป่วยโควิดจำนวนหนึ่งที่ไม่แสดงอาการป่วย แทบจะไม่มีอาการเหนื่อยหรือมีอาการบ่งชี้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่พบว่าปอดมีความผิดปกติ เมื่อตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดพบว่าระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำแต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อความผิดปกตินี้ ส่งผลให้เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ อาการจึงรุนแรงกว่าที่คาดไว้ เราเรียกสภาวะนี้ว่า ภาวะพร่องออกซิเจนเรื้อรัง (Happyhypoxia) ดังนั้นเครื่องตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด หรือ Pulse Oximeter จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยติดตามอาการของผู้ป่วยโควิด 19 ทั้งผู้ป่วยที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลและที่บ้าน เครื่องวัดออกซิเจนมีทั้งแบบตั้งพื้นและแบบพกพา ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะเครื่องวัดออกซิเจนพกพาแบบปลายนิ้ว หรือชื่อเต็มคือเครื่องตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินจากชีพจร โดยจะบอกค่าโดยประมาณของระดับความอิ่มตัวออกซิเจนที่จับกับฮีโมโกลบินที่อยู่ภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งหากค่าความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือดสูง แสดงว่าอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายสามารถนำออกซิเจนในกระแสเลือดไปใช้ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ในทางกลับกันหากค่าความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือดต่ำแสดงว่าอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย อีกทั้งค่าความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือดนี้ยังเป็นค่าสำคัญที่ใช้บอกประสิทธิภาพการทำงานของปอดด้วย ความอิ่มตัวของออกซิเจน (SpO2 ) คืออะไร ? ส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเรียกว่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) โดยทั่วไปแล้วฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล จะสามารถจับกับออกซิเจนได้ 4 โมเลกุล ในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกลบินอยู่ 4 ชนิด ซึ่งเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วนี้จะตรวจวัดได้แค่ 2 ชนิด […]
นิทรรศการกาล-อวกาศ (Space and Time) เปิดให้บริการ ณ ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (อาคาร 2) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2560 นิทรรศการกาล-อวกาศ (Space and Time) มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความรู้และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกาล-อวกาศ (Space and Time) อันจะส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่เข้าชมนิทรรศการ มีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ เกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของเวลากับชีวิต สามารถดำเนินชีวิตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ ภายในนิทรรศการแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วนประกอบด้วย กาล-อวกาศ (Space and Time) กำเนิดจักรวาล กำเนิดเวลา (Origin of the Universe and Time) การเดินทางของชีวิตและเวลา (Journey of Life and Time) บอกเวลา (Time and Telling the Time) […]
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]
