ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
อาหารที่ช่วยลดความวิตกกังวล
ความวิตกกังวลเป็นหนึ่งในภาวะสุขภาพจิต ซึ่งมีผลกระทบต่อประชากรประมาณร้อยละ 7.6 ของโลก ความวิตกกังวลเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างหนึ่งที่พบได้ในมนุษย์เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดที่มีประโยชน์ในบางสถานการณ์เพราะช่วยให้เราตื่นตัวและพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามโรควิตกกังวลมีความแตกต่างจากความรู้สึกวิตกกังวลทั่ว ๆ ไป ซึ่งคนที่เป็นโรควิตกกังวลจะรู้สึกวิตกกังวลและกลัวบางอย่างเกินเหตุจนมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อลดอาการที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราจึงขอนำเสนอรายการอาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองและช่วยบรรเทาความวิตกกังวล 1. ชาเขียว ชาเขียวมีแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน (Amino Acid) ได้รับการศึกษาถึงผลในเชิงบวกที่อาจมีต่อสุขภาพสมองและการลดความวิตกกังวล ในการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอล-ธีอะนีน มีระดับความเครียดลดลงและระดับคอร์ติซอล (Cortisol) ลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่เชื่อมโยงกับความวิตกกังวล นอกจากนี้ชาเขียวยังประกอบด้วยอีพีกัลโลคาเทชินกัลเลต (Epigallocatechin gallate ; EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แนะนำเพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองอาจมีบทบาทในการลดอาการบางอย่างโดยการเพิ่มกาบ้า (GammaAminobutyric Acid ; GABA) ในสมองซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทนั่นเอง 2. ดอกคาโมมายล์ เป็นสมุนไพรที่อาจช่วยลดความวิตกกังวล มีทั้งคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล แม้ว่ากลไกอาจไม่ชัดเจนนักแต่เชื่อกันว่าดอกคาโมมายล์ช่วยควบคุมสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) โดปามีน (Dopamine) และกาบ้า (GABA) จากการศึกษาแบบสุ่มตัวอย่างจากคนที่เป็นโรควิตกกังวลทั่วไปจำนวน 179 คน พบว่ามีอาการลดลง หลังจากดื่มสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ (1,500 มิลลิกรัมต่อวัน) เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน […]
หน่วยวัดความเผ็ดของพริก
ถ้าหากพูดถึงอาหารไทย หลายคนคงนึกถึงอาหารที่มีความเผ็ดเป็นแน่ ซึ่งสังเกตได้จากอาหารหลาย ๆ อย่างจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหาร ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า พริกที่ให้ความเผ็ดนั้นใช้หน่วยอะไรในการวัดระดับกันนะ หน่วยวัดความเผ็ดในพริก เรียกว่า “สโกวิลล์ ฮีต ยูนิต” หรือ“เอสเอชยู” (Scoville Heat Unit ; SHU) โดยคำว่า Scoville มาจากชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ คือ วิลเบอร์ สโกวิลล์ (Wilber Scoville) นักเคมีชาวอเมริกัน ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1912 จากการใช้วิธีทดสอบความเผ็ดของพริกโดยทดสอบทางประสาทสัมผัส และใช้แอลกอฮอล์ละลายสารให้ความเผ็ดหรือแคปไซซิน (Capsaicin) แล้วนำไปเจือจางในน้ำ ทดลองให้คนชิมแล้วเพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิดจน 3 ใน 5 คนที่เป็นผู้ทดลองชิมจะไม่สามารถรับรู้ถึงรสเผ็ดได้ ถ้าหากมีการเจือจางมากครั้งก็แสดงว่าพริกนั้นเผ็ดมากถ้าเจือจางน้อยครั้งก็แสดงว่าเผ็ดน้อย ปัจจุบันความเข้มข้นของแคปไซซินถูกกำหนดโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการทดสอบทั่วไปนั้นจะใช้วิธี High Pressure Liquid Chromatography (HPLC) เป็นการวัดแคปไซซินโดยตรงที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าวิธีทางประสาทสัมผัส ค่าตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งทำให้พริกมีระดับความเผ็ดมากเท่านั้น เรามาดูตัวอย่างระดับความเผ็ดของพริกแต่ละชนิดกันเลย อ้างอิง https://1th.me/Gz6t0https://1th.me/JPfPV FacebookFacebookXTwitterLINELine
เส้นเหลืองแห่งความปลอดภัย
ปัจจุบันนี้การโดยสารด้วยรถไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองหลวงแล้ว เพราะการใช้บริการสะดวก เดินทางได้รวดเร็ว เส้นทางครอบคลุมเกือบทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญไม่ต้องพบเจอกับปัญหารถติด ซึ่งรถไฟฟ้าที่ให้บริการนั้นมีทั้งแบบรถไฟลอยฟ้าที่แล่นบนรางเหนือถนนปกติ และรถไฟฟ้าใต้ดินที่แล่นอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดิน แต่ว่าเราเคยสังเกตที่ชานชาลารถไฟฟ้าทั้งสองประเภทนี้หรือไม่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เส้นเหลือง เส้นเหลืองบนชานชาลานับเป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของผู้โดยสาร จะวางแนวติดกับพื้นที่ที่รถไฟฟ้าแล่นเข้าสู่สถานี ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คน อยู่บริเวณด้านหัวและท้ายขบวน คอยควบคุมไม่ให้เราเข้าไปในเส้นเหลือง หากเราเผลอเหยียบหรือล้ำเข้าไป เสียงนกหวีดจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะดังขึ้นเตือนทันที เราต้องรีบถอยห่างออกมาอยู่หลังเส้นเหลืองเท่านั้น เหตุที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเตือนเรานั้น เพื่อความปลอดภัยของเราเอง เพราะเมื่อขบวนรถไฟฟ้าวิ่งผ่านมา อากาศระหว่างขบวนรถกับบริเวณที่เรายืนอยู่จะเคลื่อนที่เร็ว ทำให้มีความดันอากาศต่ำ อากาศรอบ ๆ จะเคลื่อนที่เข้าไปแทนที่ ซึ่งการเคลื่อนที่ของอากาศนี้สามารถดูดเราให้ตกยังรางรถไฟฟ้าได้ การไหลของอากาศในลักษณะนี้เป็นเช่นเดียวกับลูกเทนนิสที่เคลื่อนที่แหวกผ่านอากาศ ซึ่งจะมีอากาศจำนวนหนึ่งห่อหุ้มลูกเทนนิสไว้ และมีแรงดึงดูดของอากาศอยู่ด้านข้าง ดูดให้เข้าหาลูกเทนนิสนั่นเอง ดังนั้น ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องอยู่หลังเส้นเหลือง อย่าลืมอยู่หลังเส้นเหลือง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของตัวเอง เรียบเรียงณัฐวุฒิ พุ่มดอกไม้ ภาพประกอบพัทธนันท์ ประดิษฐ์นันกุล อ้างอิงข้อปฏิบัติและข้อห้ามเมื่ออยู่ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสรปภ. เก่งฟิสิกส์ FacebookFacebookXTwitterLINELine
หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมอาหาร
ในปัจจุบัน หุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น หลายภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าทดลองและพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังเอามาใช้งานแทนพนักงาน ทั้งเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มความรวดเร็วในการผลิตและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้า โดยธุรกิจอาหารถือเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทดลองและพัฒนาการใช้งานหุ่นยนต์ ซึ่งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารในลักษณะต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์หยิบจับผลไม้และอาหาร แรงงานมนุษย์ถูกใช้เพื่อป้องกันความเสียหายของผักและผลไม้ แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่สามารถจับผักและผลไม้โดยไม่สร้างความเสียหาย ซึ่งจะทำให้โรงงานผู้ผลิตอาหารมีขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากเดิมที่อาศัยแรงงานมนุษย์ หุ่นยนต์ตัดและหั่น การตัดและหั่นโดยทั่วไปนั้นเป็นขั้นตอนที่ง่ายและไม่ซับซ้อน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นทำให้หุ่นยนต์สามารถตัดและหั่นได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นเพื่อลดการใช้แรงงานมนุษย์ หุ่นยนต์ผลิตเค้ก หุ่นยนต์ผลิตเค้กมีตั้งแต่หุ่นยนต์พื้นฐานในการหยิบจับ ตัด บรรจุหีบห่อ ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่ทำงานซับซ้อนเช่นการประกอบเค้กหลาย ๆ ชั้นเข้าด้วยกันและหุ่นยนต์ตกแต่งหน้าเค้ก หุ่นยนต์ทำพิซซ่า การใช้หุ่นยนต์ในการทำพิซซ่าช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพของพิซซ่า ช่วยย่นระยะเวลาในการประกอบอาหารได้มากกว่าครึ่งหนึ่งและยังทำให้ประหยัดต้นทุนในการจัดหาแรงงาน หุ่นยนต์เก็บล้าง การใช้หุ่นยนต์ในการเก็บล้างสถานที่และอุปกรณ์จะช่วยลดอัตราการปนเปื้อนในอาหารที่มักมากับมนุษย์ แต่ต้องมีการดูแลความสะอาดของหุ่นยนต์เพื่อป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ทำให้ร้านอาหารต้องปรับตัว หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการบริการ และมาตรการเรื่องสุขอนามัย โดยการใช้หุ่นยนต์แทนมนุษย์ในการบริการ เพื่อลดการสัมผัสและการแพร่กระจายเชื้อ ตัวอย่าง หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร และดูแลลูกค้าเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งในร้าน ทำงานเร็ว เป็นมิตรกับทุกคน เสิร์ฟอาหารได้ครั้งละหลายรายการ หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารนี้ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีระบบเซนเซอร์ตรวจจับ สามารถหลบคนและสิ่งของได้ด้วยตัวเอง แหล่งอ้างอิง :https://bit.ly/2U7GEibhttps://bit.ly/360ZZEChttps://bit.ly/3h1oLdWhttps://bit.ly/3qzw1Rt FacebookFacebookXTwitterLINELine

